
“ดาวโจนส์” ปิดลบ 785 จุด หลังน้ำมันดิบพุ่ง 20% กังวลเงินเฟ้อสหรัฐ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงแรง ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบเกือบ 800 จุด หลังราคาน้ำมันพุ่งกว่า 20% ในสัปดาห์เดียวจากศึกตะวันออกกลาง จุดความกังวลเงินเฟ้อสหรัฐกลับมา กดดันแนวโน้มลดดอกเบี้ยของเฟด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายในวันพฤหัสบดี (5 มี.ค.69) โดยดัชนีหลักทั้งสามดัชนีปรับตัวลดลง ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 47,954.74 จุด ลดลง 784.67 จุด หรือ 1.61% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ ปิดที่ 6,830.71 จุด ลดลง 38.79 จุด หรือ 0.56% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 22,748.99 จุด ลดลง 58.50 จุด หรือ 0.26%
แรงขายในตลาดหุ้น นำโดยหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมและวัฏจักรเศรษฐกิจ เช่น Boeing และ Caterpillar ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจโลก โดยนักลงทุนกังวลว่าหากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะถัดไป
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงการซื้อขายระหว่างวัน ก่อนปิดเพิ่มขึ้นกว่า 8% ที่ระดับ 81.01 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567
ด้านสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นราคามาตรฐานของตลาดโลก ปิดเพิ่มขึ้นเกือบ 5% ที่ระดับ 85.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยตลอดสัปดาห์นี้ ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้วมากกว่า 20% ขณะที่ Brent เพิ่มขึ้นเกือบ 18% และมีแนวโน้มทำสถิติการปรับตัวขึ้นรายสัปดาห์สูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565
รายงานจากสื่อต่างประเทศ เช่น ซีเอ็นบีซี (CNBC) และ รอยเตอร์ส (Reuters) ระบุว่า ความผันผวนของราคาน้ำมันมีบทบาทสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในวันดังกล่าว โดยดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงเกือบ 1,000 จุด ในช่วงเวลาเดียวกับที่ราคาน้ำมันทะยานขึ้นแตะระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ระหว่างวันดัชนีเคยปรับตัวลดลงมากกว่า 1,100 จุด
นักวิเคราะห์มองว่า การปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาพลังงานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะ “สแต็กเฟลชัน” (Stagflation) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นยังอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยตลาดกังวลว่าหากเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว เฟดอาจต้องชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้

