
“หุ้นเอเชีย” เปิดบวก จับตาประชุมซัมมิท “สหรัฐ-จีน” หวังคลายความตึงเครียดการค้า
“ตลาดหุ้นเอเชีย” เปิดบวก นำโดยดัชนี KOSPI เกาหลีใต้พุ่งทำนิวไฮทะลุ 8,000 จุด ขานรับความหวังเชิงบวกจากการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ-จีน วันที่ 2 ลุ้นบรรลุข้อตกลงการค้าและหารือประเด็นสำคัญระดับโลก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียเช้านี้ (15 พ.ค.) เปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นส่วนใหญ่ นำโดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ดีดตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางความสนใจของนักลงทุนที่เฝ้าติดตามการประชุมสุดยอดผู้นำวันที่ 2 ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ณ กรุงปักกิ่ง โดยตลาดมีความหวังว่าจะเกิดการผ่อนคลายความตึงเครียดด้านการค้าและการส่งออกเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจ
สำหรับความเคลื่อนไหวของดัชนีสำคัญ ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่น เปิดที่ระดับ 62,878.71 จุด เพิ่มขึ้น 224.66 จุด หรือร้อยละ 0.36, ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกง เปิดที่ระดับ 26,391.02 จุด เพิ่มขึ้น 1.98 จุด หรือร้อยละ 0.01 ส่วนดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีน เป็นตลาดที่เปิดแดนลบ โดยเปิดที่ระดับ 4,174.18 จุด ลดลง 3.74 จุด หรือร้อยละ 0.09 ขณะที่ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ปรับตัวพุ่งขึ้นกว่าร้อยละ 0.6 จนทะลุระดับ 8,000 จุด และดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลีย ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.42
ทั้งนี้การหารือของผู้นำสหรัฐฯ และจีนในการประชุมสุดยอดวันที่ 2 ณ กรุงปักกิ่ง เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการคาดการณ์ของตลาดที่ว่า ทั้งสองชาติอาจสามารถบรรลุข้อตกลงทางธุรกิจร่วมกัน ซึ่งรวมถึงความคาดหวังที่ทางการจีนจะเพิ่มปริมาณการสั่งซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ โดยในวันนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีกำหนดให้การต้อนรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จงหนานไห่ ซึ่งเป็นเขตที่ทำการของผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนในกรุงปักกิ่ง ทั้งนี้ ผู้นำทั้งสองจะดำเนินการหารือประเด็นต่างๆ อย่างต่อเนื่องระหว่างการดื่มน้ำชาและรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน
โดยการประชุมในวันนี้เป็นการหารือต่อเนื่องจากวันแรก (14 พ.ค.) ซึ่งผู้นำทั้งสองประเทศได้ใช้เวลาหารือร่วมกันประมาณสองชั่วโมง โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญระดับโลกหลายด้าน ได้แก่ ข้อพิพาททางการค้า อนาคตของไต้หวัน รวมถึงสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ ทั้งนี้ เป็นที่คาดหมายว่าในการประชุมวันที่ 2 จะมีการหยิบยกประเด็นสำคัญขึ้นมาหารือเพิ่มเติม โดยเฉพาะการประเมินแนวทางการขยายระยะเวลาการพักรบทางการค้าซึ่งยังคงมีความเปราะบาง หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายเคยตกลงขยายเวลาพักรบเป็นเวลา 1 ปี ไปเมื่อเดือนตุลาคมของปีที่ผ่านมา

