
“ดาวโจนส์” ปิดบวก 263 จุด “ออลไทม์ไฮ” รับหวังเจรจาอิหร่าน-บอนด์ยีลด์ลด
ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวก 263.24 จุด ทำสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล รับความหวังคืบหน้าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หนุนราคาน้ำมันและบอนด์ยีลด์ปรับลดลง แม้หุ้นเทคโนโลยีถูกขายทำกำไร ฉุด Nasdaq ปิดลบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดซื้อขายแบบผสมผสานเมื่อคืนวันพุธ (5 ส.ค.69) โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล (All-Time High) จากความหวังว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะมีความคืบหน้า หนุนให้ราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Yield) ปรับตัวลดลง ขณะที่แรงขายทำกำไรหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) กดดันดัชนี Nasdaq ปรับตัวลง
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 54,349.12 จุด เพิ่มขึ้น 263.24 จุด หรือ +0.49% ทำสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 7,723.55 จุด ลดลง 12.97 จุด หรือ -0.17% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 26,363.44 จุด ลดลง 221.55 จุด หรือ -0.83%
ความหวังต่อการคลี่คลายความขัดแย้งในตะวันออกกลางช่วยกดดันราคาน้ำมันดิบและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ให้ปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้น โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) ปิดลดลง 0.73% มาอยู่ที่ 75.22 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ลดลงมาอยู่ที่ 4.615%
อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงเผชิญแรงขายทำกำไร โดยหุ้น SpaceX ร่วง 13.6% แม้บริษัทระบุว่าการลงทุนด้าน AI เริ่มให้ผลตอบแทนเร็วกว่าคาดในการรายงานผลประกอบการครั้งแรกหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ขณะที่หุ้น Advanced Micro Devices (AMD) ปรับตัวลดลง แม้ผลประกอบการสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด แต่ยังไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังของนักลงทุนได้
ด้านดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ Philadelphia Semiconductor Index (SOX) ลดลง 1.4% จากแรงขายในหุ้นชิป แม้ว่ายังคงปรับตัวขึ้นมากกว่า 6% นับตั้งแต่ต้นสัปดาห์
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังการจ้างงานภาคเอกชนเดือนกรกฎาคมจาก ADP เพิ่มขึ้นเพียง 44,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลให้ตลาดลดการคาดการณ์โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน
ข้อมูลจาก CME FedWatch บ่งชี้ว่า ความน่าจะเป็นที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนลดลงเหลือประมาณ 55% จาก 68% เมื่อต้นสัปดาห์ ขณะที่นักลงทุนรอติดตามตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ซึ่งจะประกาศในวันศุกร์นี้