“ดาวโจนส์” ปิดบวก 160 จุด รับหุ้นเทครีบาวด์–น้ำมันร่วง

ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวก 160.24 จุด ขณะที่ S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวขึ้น รับแรงซื้อหุ้นเทคโนโลยีก่อน Nvidia เปิดเผยผลประกอบการ ด้านราคาน้ำมันและบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ลดลง ช่วยหนุนบรรยากาศลงทุน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันอังคาร (25 ส.ค.69) ปรับตัวขึ้นทั้ง 3 ดัชนีหลัก หลังหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีฟื้นตัว ขณะที่ราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลดลง ช่วยผ่อนแรงกดดันต่อตลาด

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 53,577.40 จุด เพิ่มขึ้น 160.24 จุด หรือ +0.30% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 7,677.28 จุด เพิ่มขึ้น 24.42 จุด หรือ +0.32% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 26,151.30 จุด เพิ่มขึ้น 171.11 จุด หรือ +0.66%

แรงหนุนสำคัญมาจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ที่ฟื้นตัวจากแรงขายในวันก่อนหน้า โดยหุ้น Nvidia เพิ่มขึ้น 2.2% หุ้น Meta Platforms ปรับขึ้นเกือบ 2% และ AMD พุ่ง 4.9% ขณะที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์โดยรวมกลับมาปรับตัวขึ้น

นักลงทุนยังจับตาผลประกอบการของ Nvidia ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันพุธ โดยผลประกอบการของผู้ผลิตชิป AI รายใหญ่ถูกมองเป็นบททดสอบสำคัญต่อความเชื่อมั่นในหุ้นเทคโนโลยีและกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลังตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูง

ด้านราคาน้ำมัน สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ลดลง 3.6% สู่ระดับ 87.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเป็นการปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 แม้ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่คลี่คลาย โดยราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงช่วยบรรเทาความกังวลด้านเงินเฟ้อ และลดแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตร

ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ลดลงมาอยู่ที่ 4.63% จาก 4.70% เมื่อวันจันทร์ หลังราคาน้ำมันอ่อนตัวลงช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนตลาดหุ้น

สำหรับหุ้นรายตัว Moderna พุ่ง 14% หลัง Barclays ปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย ขณะที่ Dick’s Sporting Goods ร่วง 30.7% หลังบริษัทปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการทั้งปี

ด้านเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ เดือนสิงหาคมลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 7 เดือน ขณะที่นักลงทุนรอติดตามการเปิดเผยดัชนีราคาจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้ความสำคัญ เพื่อประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยต่อไป

Back to top button