“ดาวโจนส์” ปิดลบ 328 จุด! น้ำมันดิบพุ่งทะลุ 105 เหรียญ ผวาเฟดขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อ

ดัชนีดาวโจนส์ ปิดลบ 328.09 จุด ขณะที่ S&P 500 และ Nasdaq ร่วงตาม หลังน้ำมัน WTI ทะยานทะลุ 105 เหรียญต่อบาร์เรล ตลาดให้น้ำหนัก 94.5% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยรับมือเงินเฟ้อสหรัฐฯ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันอังคาร (15 ก.ย.69) ปรับตัวลงเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน หลังราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแรง ซ้ำเติมความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีเคลื่อนไหวเหนือระดับ 5% ก่อนธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยมติอัตราดอกเบี้ยในวันนี้ (16 ก.ย.69) ตามเวลาสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 52,093.11 จุด ลดลง 328.09 จุด หรือ 0.63% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 7,585.73 จุด ลดลง 34.25 จุด หรือ 0.45% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 25,981.57 จุด ลดลง 204.84 จุด หรือ 0.78%

แรงกดดันสำคัญมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปิดเพิ่มขึ้น 4.44 เหรียญ หรือ 4.38% ที่ 105.83 เหรียญต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เพิ่มขึ้น 3.07 เหรียญ หรือ 2.9% ปิดที่ 108.75 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของทั้งสองสัญญานับตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ขณะที่สัญญาน้ำมันดีเซลปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ราคาน้ำมันได้รับแรงหนุนจากความกังวลด้านอุปทาน หลังซาอุดีอาระเบียระงับการขนถ่ายน้ำมันดิบที่ศูนย์ส่งออกเมืองยานบู ริมทะเลแดง และยกเลิกการส่งมอบน้ำมันบางส่วนให้ลูกค้าในยุโรปช่วงปลายเดือนก.ย. ภายหลังท่อส่งน้ำมัน East-West ถูกโจมตีและต้องหยุดดำเนินการ

นอกจากนี้ จำนวนเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงเหลือเพียง 4 ลำในวันจันทร์ จาก 10 ลำในวันก่อนหน้า ยิ่งเพิ่มความกังวลต่อเส้นทางขนส่งพลังงานในตะวันออกกลาง โดยการหยุดชะงักของท่อส่งน้ำมันดังกล่าวอาจกระทบอุปทานน้ำมันในตลาดโลกสูงสุดถึง 4%

ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงทำให้นักลงทุนกังวลว่าแรงกดดันเงินเฟ้ออาจขยายตัวเป็นวงกว้าง และทำให้เฟดจำเป็นต้องกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น แม้ตลาดแรงงานสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง

ข้อมูลจาก CME FedWatch ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 94.5% ที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมที่สิ้นสุดวันพุธ (16 ก.ย.69) ตามเวลาสหรัฐฯ โดยเพิ่มขึ้นจากระดับ 33.1% เมื่อหนึ่งเดือนก่อน หากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยตามคาด จะนับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี

ด้านตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีเคลื่อนไหวเหนือระดับ 5% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ภาระหนี้ และแนวโน้มฐานะการคลังของสหรัฐฯ โดยบอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้นเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมและลดความน่าสนใจของหุ้นเมื่อเทียบกับพันธบัตร โดยเฉพาะบริษัทที่มีภาระหนี้สูงและบริษัทที่ลงทุนด้าน AI ด้วยเงินทุนจำนวนมาก

หุ้นเกือบทุกกลุ่มในดัชนี S&P 500 ปิดลดลง ยกเว้นกลุ่มพลังงานที่ปรับขึ้น 2.3% ตามราคาน้ำมัน ส่วนกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยปรับตัวลงมากที่สุด อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ฟื้นตัวเล็กน้อย หลังถูกเทขายอย่างหนักในวันก่อนหน้า โดย ดัชนี PHLX Semiconductor (.SOX) เพิ่มขึ้น 0.4% ขณะที่ Nvidia เพิ่มขึ้น 0.6% และ Advanced Micro Devices (AMD) เพิ่มขึ้น 2.2%

สำหรับความเคลื่อนไหวของหุ้นรายตัว หุ้น Dave & Buster’s Entertainment ร่วงลง 19% หลังรายได้ไตรมาส 2 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ส่วนหุ้น Waystar ปรับขึ้น 7.1% จากรายงานว่าบริษัทกำลังพิจารณาทางเลือกเชิงกลยุทธ์ ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ในการขายกิจการ

ขณะเดียวกัน หุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลปรับตัวลงตามราคาคริปโทเคอร์เรนซี โดย Coinbase ร่วง 10.1% และ Strategy ลดลง 5.4% ขณะที่บิตคอยน์ลดลงประมาณ 4% มาอยู่ที่ 75,908 เหรียญ ณ เวลารายงาน

Back to top button