
“ศุภจี” ชู “เทรดพลัส” หนุนเพิ่มคุณค่า “สินค้าเกษตร-บริการ” ติดปีก SME
“ศุภจี” ร่วมงานภูมิใจไทยเต็มตัว แจงแนวคิด “เทรดพลัส” เสริมสร้างมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและบริการ พร้อมผลักดันเอสเอ็มอีสู่ตลาดโลก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 ธ.ค.68) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แสดงวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจและการค้า เจาะที่ Trade Plus (เทรด พลัส) ในงานแถลงนโยบายเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทย
โดยสรุปนางศุภจี ระบุว่า การค้าระหว่างประเทศในปัจจุบันเผชิญแรงกดดันจากบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้มข้นมากขึ้น โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระบบหลายขั้ว (Multi-polar world) ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องวางจุดยืนอย่างเหมาะสม ไม่เอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อรักษาความสามารถในการดำเนินความสัมพันธ์ทางการค้า
นางศุภจี กล่าวว่า ในมิติภูมิเศรษฐกิจ การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยกระทรวงการคลังทำหน้าที่ดูแลการใช้จ่ายเพื่อเยียวยาและช่วยเหลือประชาชน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์มีบทบาทในการขยายโอกาสทางการค้าและการสร้างรายได้เข้าประเทศ
สำหรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ภาคเกษตรมีสัดส่วนต่อจีดีพี (GDP) ประมาณ 6% ภาคอุตสาหกรรม 25% และภาคบริการ 66% แม้แรงงานจำนวนมากยังอยู่ในภาคเกษตร แต่สร้างมูลค่าได้ในสัดส่วนจำกัด จึงมีความจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่า ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมต้องมองหาอุตสาหกรรมใหม่ ส่วนภาคบริการซึ่งเป็นฐานหลักของเศรษฐกิจ ควรได้รับการยกระดับไปสู่บริการมูลค่าสูง
นางศุภจี ระบุว่า แนวคิดด้านการค้าสามารถแบ่งออกเป็นหลายมิติ โดยหนึ่งในนั้น คือการเชื่อมโยงการค้าโลกในกรอบห่วงโซ่อุปทาน จากเดิมที่มุ่งส่งออกสินค้าเพียงปลายทาง ไปสู่การมีบทบาทในกระบวนการผลิต วัตถุดิบ และสารตั้งต้น เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศคู่ค้าในระยะยาว เปลี่ยนคู่ค้าเป็นพันธมิตร
ขณะเดียวกัน ภาคบริการซึ่งมีสัดส่วนสูงในระบบเศรษฐกิจ ควรดำเนินควบคู่ไปกับการส่งออกสินค้า โดยเฉพาะบริการมูลค่าสูง เช่น การแพทย์ และธุรกิจคอนเทนต์
นอกจากนี้ ไทยยังมีโอกาสจากโครงสร้างอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่แตกต่างจากบางประเทศ ซึ่งอาจนำมาใช้เป็นปัจจัยประกอบในการขยายตลาด โดยยึดหลักผลประโยชน์ร่วมกับคู่ค้า เพื่อความยั่งยืน
ในภาคเกษตร นางศุภจี กล่าวถึงความสำคัญของการสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้เกษตรกร ทั้งผ่านการส่งออกและการเจรจาการค้า พร้อมเสนอว่า การจัดซื้อขนาดใหญ่ของภาครัฐ อาจพิจารณาทางเลือกอื่น ควบคู่กับการใช้เงินสด เช่น การแลกเปลี่ยนด้วยสินค้าเกษตร เพื่อช่วยเพิ่มทางเลือกในการบริหารจัดการผลผลิต ยกตัวอย่าง อาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องบินกริพเพน 13 ลำ อาจจะต้องซื้อเรือฟริเกตเพิ่ม 2-3 ลำ เพื่อป้องกันอธิปไตย รวมถึงเครื่องบินพาณิชย์ แทนที่จะใช้เงินสดเท่านั้น แต่มีเงื่อนไข แลกด้วยสินค้าเกษตร ที่อยากจะขาย ก็จะทำให้ฐานของสินค้าเกษตรมีรายได้เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ การเพาะปลูกควรสอดคล้องกับความต้องการของตลาด และคำนึงถึงความหลากหลายของผลผลิตตามพื้นที่ อย่างเรื่องข้าวไม่ต้องแข่งเรื่องปริมาณ แต่แข่งด้วยคุณภาพ ให้โอกาสข้าวสายพันธุ์อื่นมาแข่งขันในตลาดโลก ด้วยคอนเซป ข้าวประณีต
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ ยังได้เข้าไปสนับสนุนชุมชนในด้านเครื่องมือการผลิต การแปรรูป บรรจุภัณฑ์ และการพัฒนาสินค้า โดยดำเนินการแล้วราว 200 ชุมชนในช่วงที่ผ่านมา พร้อมตัวอย่างมาตรการสนับสนุนงบประมาณ 2,000 บาทต่อไร่ ไม่เกิน 10 ไร่ต่อครอบครัว สำหรับการทดลองปลูกพืชท้ายไร่ ซึ่งมีการจัดเตรียมตลาดรองรับไว้ล่วงหน้า อนุมัติแล้ว 1 ล้านไร่ ที่ทำงานมาภายใน 2 เดือน
นางศุภจี ยังกล่าวถึงแนวทาง “ติดปีก SMEs” เปลี่ยนออฟไลน์เป็นออนไลน์ ส่งเสริมการสร้างสินค้ามูลค่าสูง พร้อมยกตัวอย่าง การสนับสนุนธุรกิจแฟรนไชส์ในรูปแบบที่ใช้เงินลงทุนไม่สูง รวมถึงสนับสนุนกลุ่มคอนเทนต์ ผลักดัน “สินค้า GI” เพิ่มมูลค่าอย่างน้อย 2-5 เท่า
ด้านอุตสาหกรรม New S-Curve ต้องเน้นการท่องเที่ยวมูลค่าสูง โดยเฉพาะความปลอดภัย อาทิ การท่องเที่ยวด้านการแพทย์ การดูแลผู้สูงอายุ และอยู่ใช้เงินในประเทศนานขึ้น
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงแนวทางการผลักดันบทบาทของไทยในมิติ Multi culture industry เช่น การผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางฮาลาล, Pink Economy (ตลาด LGBTQ+) รวมถึงดึงดูดกองถ่ายภาพยนตร์ต่างชาติ
ช่วงท้าย นางศุภจี กล่าวถึงการปรับปรุงกฎหมาย ลดความซ้ำซ้อน ไม่ทันสมัย ซึ่งยอมรับว่ายังทำได้ไม่มาก เพราะมีการยุบสภาก่อน ดังนั้นต้องใช้เวลาอีก 4 ปี มั่นใจหากสามารถเดินหน้าตามนโยบาย “10 พลัส” และรับมือกับภัย 4 ด้าน
“สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือรอยยิ้มของคนไทย แม้ว่าตอนนี้ เราจะยิ้มไม่ค่อยออกเท่าไหร่แต่ถ้าขอเวลาอีก 4 ปี พวกเรายิ้มได้สวยเเน่นอน” นางศุภจี กล่าว

หลังจากนางศุภจีกล่าวเสร็จ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและแกนนำพรรคภูมิใจไทยได้ขึ้นมาบนเวทีอีกครั้ง โดยนายอนุทิน กล่าวว่า “ขอกอดหน่อย” พร้อมทั้งสวมกอดนางศุภจีกลางเวที
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
“เอกนิติ” ชู 10 พลัส พลิกเศรษฐกิจ 4 ปี เป้า GDP โต 3% ดัน TISA
“อนุทิน” ประกาศนโยบายเลือกตั้ง 69 ดัน “เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์” นั่งรองนายก

