“เอกนิติ” ชูปี 69 แห่งการลงทุน ปักธงเศรษฐกิจไทยโต 2% ย้ำวินัยการคลัง

“เอกนิติ” ตั้งเป้าเศรษฐกิจไทยปี 2569 เติบโต 2% ชูปีแห่งการลงทุน เร่งโครงการที่อนุมัติแล้วเดินหน้าต่อเนื่อง ย้ำบริหารเศรษฐกิจภายใต้วินัยการคลัง รักษาโมเมนตัมฟื้นตัวและสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนและนักลงทุน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า รัฐบาลตั้งเป้าจะประคับประคองเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ให้ขยายตัวได้ 2% โดยกระทรวงการคลังวางให้ปีนี้เป็น ปีแห่งการลงทุน ครอบคลุมทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2568 ซึ่งกระทรวงการคลังประเมินว่าจะขยายตัว 1.8% มองว่ายังมีโอกาสเติบโตได้มากกว่าคาด จากแรงหนุนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามแนวทาง Quick Big Win ที่เร่งดำเนินการ รวมถึงการส่งออกที่ฟื้นตัวดีขึ้น ปัจจัยดังกล่าวคาดว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจทั้งปี 2568 ขยายตัวสูงกว่าประมาณการเดิมที่ 2.2%

นายเอกนิติ กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันมีข้อดีในแง่ความต่อเนื่องของการบริหารเศรษฐกิจ ทุกฝ่ายตระหนักตรงกันว่าประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาโมเมนตัมการเติบโต และเดินหน้าปรับโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง โดยรัฐบาลจะดำเนินนโยบายภายใต้กรอบวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ พร้อมย้ำว่า รัฐบาลจะไม่ร่วมกับพรรคการเมืองที่ดำเนินนโยบายประชานิยม

ส่วนของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ได้มีการหารือกับสำนักงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่า หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว จะช่วยลดความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณลงได้ อย่างไรก็ตาม ได้เตรียมความพร้อมไว้ตั้งแต่ก่อนยุบสภาแล้ว และจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้งบประมาณล่าช้า

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ธปท. แสดงความพร้อมให้ความร่วมมือในการประสานนโยบายเพื่อพยุงเศรษฐกิจไทย สำหรับสถานการณ์เงินบาทแข็งค่า จำเป็นต้องติดตามว่ามาจากปัจจัยพื้นฐานหรือการเก็งกำไร โดยได้กำชับให้ ธปท. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นประเด็นที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ ๆ ยังมีข้อจำกัด และต้องรอความชัดเจนเรื่องรัฐบาลใหม่ก่อน อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไม่สามารถรอได้ รัฐบาลจึงเร่งขับเคลื่อนโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วให้เดินหน้าต่อเนื่อง อาทิ โครงการ ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ โครงการช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งคาดว่ายอดเบิกจ่ายในไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2568 จะสูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 5% รวมถึงโครงการ Thailand Individual Saving Account (TISA) ที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ทันที

นอกจากนี้ รัฐบาลจะเร่งอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนกว่า 4.8 แสนล้านบาท จำนวนกว่า 80 โครงการ ผ่านโครงการ Thailand FastPass ซึ่งคาดว่าเม็ดเงินลงทุนจะทยอยเข้าสู่ระบบตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ พร้อมประเมินว่า ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งปีจะสูงกว่าปีก่อนถึง 9% และจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

Back to top button