
“พิพัฒน์” ชี้ “ภาษีทรัมป์” 15% ไม่เปลี่ยนเกมใหญ่ ระยะยาวเศรษฐกิจโลกยังเสี่ยงสูง
“ดร.พิพัฒน์” แห่งเกียรตินาคินภัทร มองเกมใหญ่การค้าโลกไม่เปลี่ยน หลังศาลสูงสหรัฐฯ จำกัดอำนาจตาม IEEPA แม้ทรัมป์เตรียมเก็บภาษี 15% เท่ากัน 150 วัน บางประเทศได้อานิสงส์ระยะสั้น แต่ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายยังสูง กดดันตลาดเงินตลาดทุนและการเจรจาการค้าในระยะยาว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (23 ก.พ.69) ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวในรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” แสดงความเห็นกรณีศาลฎีกาสหรัฐอเมริกา มีคำวินิจฉัยจำกัดอำนาจฝ่ายบริหารในการจัดเก็บภาษี ภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมจัดเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลก (Global Tariff) ล่าสุดในอัตรา 15%
ดร.พิพัฒน์ มองว่า “เกมใหญ่” ยังไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากทรัมป์ มีความคิดว่าหลายประเทศเอาเปรียบสหรัฐฯ และต้องการให้ประเทศคู่ค้าเปิดตลาดมากขึ้น เช่น กรณีไทยที่ถูกกดดันให้เปิดรับสินค้าจากสหรัฐฯ ประเด็นหลักยังคงเดิม คือการผลักดันให้ทุกประเทศยอมรับเงื่อนไข แม้เครื่องมือเดิมคือ Reciprocal Tariffs จะไม่สามารถใช้ได้ตามคำวินิจฉัยของศาล แต่ปัจจุบันมีการใช้เครื่องมือใหม่ โดยกำหนดจัดเก็บภาษีในอัตรา 15% เท่ากันทุกประเทศ เป็นระยะเวลา 150 วัน
ในมุมดังกล่าว จะมีทั้งประเทศที่ได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้น เช่น สิงคโปร์ ซึ่งเดิมเสียภาษี 10% ต้องเพิ่มเป็น 15% ขณะที่ไทยซึ่งเดิมอยู่ที่ 19% จะลดลงเหลือ 15% ส่งผลให้ภาระภาษีระยะสั้นลดลง อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญคือ สหรัฐฯ ยังมีเครื่องมืออีกหลายรูปแบบเพื่อใช้ต่อรองให้ประเทศต่าง ๆ เข้าสู่การทำข้อตกลงทางการค้า (Trade Agreement) จึงยังคงสร้างความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า
ทั้งนี้ แม้มีการลงนามข้อตกลงบางส่วนแล้ว แต่ยังไม่มีผลบังคับใช้จริง เนื่องจากต้องรอการรับรองจากฝ่ายนิติบัญญัติของทั้งสองประเทศ จึงยังไม่มีการจัดเก็บภาษีตามข้อตกลงดังกล่าว
ดร.พิพัฒน์ ระบุเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์ในเดือนเมษายน 2568 ทำให้ตลาดตกใจในระยะแรก ก่อนจะค่อย ๆ ปรับตัวและยอมรับสภาพ แต่สถานการณ์ล่าสุดเปรียบเสมือนการ “เขย่าใหม่” เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับเครื่องมือใหม่ที่ถูกนำมาใช้ ภาวะดังกล่าวอาจไม่ได้ทำให้สถานการณ์แย่ลงหรือดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่สร้างความผันผวนในระยะสั้น เนื่องจากตลาดเงินและตลาดทุนไม่ชอบความไม่แน่นอน ทั้งหมดจึงเป็นแรงกดดันให้ประเทศต่าง ๆ เร่งกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง
สำหรับภาษี 15% ถือเป็นการจัดเก็บเพิ่มเติม (Top-up) เหนืออัตราปกติ ขณะเดียวกันยังมีรายการสินค้ายกเว้น (Exemption List) โดยสินค้าส่งออกไทยบางรายการ เช่น คอมพิวเตอร์และฮาร์ดดิสก์ ได้รับการยกเว้นบางส่วน
ในส่วนของค่าเงินดอลลาร์ ดร.พิพัฒน์ มองว่า คำตัดสินของศาลไม่น่ามีผลมาก เนื่องจากตลาดรับรู้ไปแล้ว การเคลื่อนไหวจึงเป็นเพียงระยะสั้น ปัจจัยสำคัญกว่าคือตัวเลข GDP สหรัฐฯ ล่าสุดที่ออกมาต่ำกว่าคาด ขณะที่เงินเฟ้อสูงกว่าคาดการณ์ อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ไม่สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้เร็ว ส่งผลให้ดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่า
สำหรับราคาทองคำ อาจมีแรงซื้อในระยะสั้นจากความกังวล ขณะที่ราคาน้ำมัน ปัจจัยหลักอยู่ที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งต้องติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด หากเกิดการปะทะจริง ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น
ส่วนทิศทางตลาดหุ้นโลก ประเด็นภาษีเพียงอย่างเดียวมีผลจำกัด ปัจจัยสำคัญกว่าคือแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ทิศทางการลงทุนด้าน AI และความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในระยะต่อไป