
“ดร.พิพัฒน์” ชี้หุ้นไทยฟื้นได้ แต่ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมัน สงครามจบเร็วหรือยืดเยื้อคือคำตอบ
“ดร.พิพัฒน์” จากเกียรตินาคินภัทร มองสงครามตะวันออกกลางยังไม่น่ากังวลเท่ากับราคาน้ำมัน ชี้ทิศทางตลาดหุ้นไทยขึ้นอยู่กับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นต่อกำไรของบริษัท
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวในรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” ในวันที่ 5 มีนาคม 2569 กล่าวถึงสถานการณ์ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าในวันที่ 4 มีนาคม 2569 ซึ่งได้หยุดการซื้อขายชั่วคราวตามมาตรการ Circuit Breaker ระดับ 1 ระหว่างเวลา 12.18-12.30 น. ต่ำสุด 117 จุด หลังจากที่ตลาดหุ้นลดลง 8% ต่ำสุด 117 จุด
ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า เช้าวันนี้ตลาดหุ้นเอเชียรีบาวด์อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ตกลงไปถึง 12% แต่ตอนนี้กลับมารีบาวด์บวกแล้ว 10% ซึ่งเป็นการรีบาวด์ที่สูงที่สุดในดัชนีที่เคยลดลงถึง 12% แล้วกลับมาบวกถึง 10% นับเป็นสัญญาณของตลาดที่อาจจะเกิดอาการแพนิค แต่ยังคงสามารถฟื้นตัวได้เร็ว เช่นเดียวกับตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา สำหรับตลาดหุ้นไทยวันนี้ดูจากทิศทางตลาดหุ้นเอเชียน่าจะสดใส
เมื่อถูกถามว่าการรีบาวด์ของตลาดหุ้นจะสั้นหรือยาวนั้น ดร.พิพัฒน์ ชี้ว่าอยู่ที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทในแต่ละตลาด ซึ่งตลาดในเอเชียได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ถ้าสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยืดเยื้อ เพราะจุดที่ส่งผลกระทบมากที่สุดคือ “ราคาพลังงาน” ประเทศในเอเชียพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันมาก อย่างประเทศไทย นำเข้าน้ำมันสุทธิกว่า 6% ของ GDP แทบจะสูงสุดในภูมิภาค ถ้าราคาน้ำมันขึ้นไปสูงและค้างนาน ก็จะส่งผลกระทบต่อดุลการค้า เงินเฟ้อ รวมถึงการเติบโต (Growth) ในประเทศด้วย วันนี้ทุกฝ่ายคงพยายามตัดสินว่าสถานการณ์จะจบเร็วหรือยืดเยื้อยาวนาน “ถ้าจบเร็ว น้ำมันลง จะกลับมาเป็นภาพที่คลายความกังวล”
อย่างไรก็ตามมองว่าผลกระทบจริงกับโลกช่วงหลังผ่อนคลายไปมาก เพราะแต่ก่อนโครงสร้างน้ำมันประเทศในตะวันออกกลางเป็นผู้มีซัพพลายน้ำมันมาก แต่ทุกวันนี้เชื่อว่ากำลังการผลิต สหรัฐฯ มีเยอะกว่าตะวันออกกลาง สหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกสุทธิ ราคาน้ำมันที่ขึ้น ถ้าจะกระทบเศรษฐกิจใหญ่ คงน้อยไปมาก ไม่ Trigger จนทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกเหมือนในอดีต
ดร.พิพัฒน์ เน้นย้ำว่า “สงครามเป็นอย่างไรยังไม่ห่วงเท่าราคาน้ำมัน”
โดยสิ่งที่คำนึงคือ 1. ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดได้เร็วแค่ไหน 2 สงครามจะลามออกไปเป็นสงครามภูมิภาค ทำลายโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับน้ำมันหรือไม่ 3. จะมีปริมาณน้ำมันสำรองแทนน้ำมันที่หายไปได้หรือไม่ จากทั้งโอเปก (OPEC) และน้ำมันที่สหรัฐอเมริกาเก็บไว้
ทั้งนี้ ก่อนเจอปัญหาในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันเป็นขาลงและอยู่ในสถานการณ์ปริมาณน้ำมันล้นโลก เมื่อน้ำมันหายไปจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จึงกระตุ้นทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นมา แต่ถ้าจบเร็วราคาน้ำมันจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จากระดับราคาสูงสุด 85 เหรียญต่อบาร์เรล แต่เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ จะคุ้มครองเรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันก็คลายความกังวลลงมาเหลือ 80 เหรียญต่อบาร์เรล แต่สถานการณ์ยังไม่แน่นอนเพราะเป็นภาวะสงคราม ซึ่งช่องแคบฮอร์มุซมีต้นทุนแพงมาก การปิด 1 วัน น้ำมันหายไป 20% ของโลก เชื่อว่า 1-2 วัน คงเห็นการสู้รบที่หนักหน่วงและต้องติดตามผลว่าจะเกิดอะไรขึ้น
สำหรับค่าเงินบาท ดร.พิพัฒน์ ระบุว่า ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว โดยจาก 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 31.60 บาท ซึ่งเป็นการอ่อนค่าที่เห็นได้ชัด โดยเฉพาะจากปัจจัยที่ไทยมีการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูง สำหรับหลัก ๆ แล้ว ถ้าราคาน้ำมันยังคงสูงต่อเนื่องในระยะยาว ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าต่อไป เพราะยิ่งราคาน้ำมันสูงมากขึ้น ยิ่งทำให้ดุลการค้า (trade balance) ขาดดุลมากขึ้น แต่ถ้าสถานการณ์สงบและราคาน้ำมันคลี่คลายเร็ว ค่าเงินบาท ก็จะกลับมาแข็งค่าขึ้นได้
ในช่วงนี้ ราคาน้ำมัน ส่งผลกระทบมากกว่าราคาทองคำ (gold prices) ต่อ ค่าเงินบาท และเศรษฐกิจไทยโดยรวม
