“พาณิชย์” คุมเข้มนอมินี เช็กเส้นเงินผู้ถือหุ้น เล็งใช้ระบบเรียลไทม์ ส.ค.นี้

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยคุมเข้มนอมินีต่อเนื่อง หลังนายกฯ กำชับปราบจริงจัง เตรียมเชื่อมระบบธนาคารตรวจเส้นทางเงินผู้ถือหุ้นแบบเรียลไทม์ภายใน ส.ค.นี้ พร้อมใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูล ชี้การจดทะเบียนกลุ่มเสี่ยงลดลงแล้ว 75%


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (21 พ.ค.69) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กำชับเรื่องการปราบปรามธุรกิจนอมินี ว่า เป็นภารกิจหลักของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่จะป้องกันไม่ให้การจดทะเบียนที่ใช้คนไทยมาถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ สามารถจดทะเบียนได้อีกต่อไป หรืออย่างน้อยต้องทำได้ยากขึ้น โดยเป้าหมายคือไม่อยากให้มี หรือให้เหลือเป็นศูนย์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2569 กรมได้ออกคำสั่งให้นิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติเป็นกรรมการ หรือมีชาวต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 50% ซึ่งยังถือสถานะเป็นนิติบุคคลไทย ต้องแสดงฐานะทางการเงินของผู้ถือหุ้นชาวไทยที่เข้าร่วมลงทุน เพื่อพิสูจน์ว่ามีการลงทุนจริง ส่งผลให้การจดทะเบียนของกลุ่มเสี่ยงลดลง 60%

ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2569 ได้มีคำสั่งเพิ่มเติม ให้ผู้ถือหุ้นทุกคนต้องรับรองหรือยืนยันการลงทุนของตนเอง ซึ่งหลังจากใช้ทั้ง 2 มาตรการ พบว่าการจดทะเบียนของกลุ่มเสี่ยงลดลงรวม 75%

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างหารือกับกลุ่มธนาคารและสมาคมธนาคารไทย เพื่อพัฒนาระบบตรวจสอบเส้นทางการเงินในการจัดตั้งบริษัทให้มีความสะดวก รวดเร็ว และเป็นเรียลไทม์ โดยต้องไม่สร้างภาระให้ผู้ลงทุนจริง แต่ภาระการตรวจสอบควรอยู่ที่เจ้าหน้าที่รัฐ

“เมื่อมีการยื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ตามกฎหมายต้องมีการชำระค่าหุ้นก่อนอยู่แล้ว หากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับธนาคารได้ ก็จะตรวจสอบได้ว่าผู้ถือหุ้นมีการลงทุนจริงหรือไม่ โดยจะออกคำสั่งให้นายทะเบียนปฏิบัติภายใต้กรอบกฎหมาย โดยไม่ได้เพิ่มความยากลำบากให้ผู้ขอจดทะเบียน” นายพูนพงษ์ กล่าว

ทั้งนี้ ภายหลังหารือกับสมาคมธนาคารไทย หากได้ข้อสรุป จะต้องเปิดรับฟังความคิดเห็น (ประชาพิจารณ์) เป็นเวลา 30 วัน ก่อนออกเป็นคำสั่งนายทะเบียนกลาง คาดว่าจะเริ่มใช้มาตรการดังกล่าวได้ประมาณเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานการจดทะเบียนนิติบุคคล เพิ่มธรรมาภิบาล และสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าและนักลงทุน

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลจดทะเบียนประมาณ 990,000 ราย เป็นบริษัทประมาณ 800,000 ราย ในจำนวนนี้มีบริษัทที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนกับคนไทย โดยถือหุ้นต่ำกว่า 50% ราว 120,000 ราย และคาดว่าเข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงประมาณ 80,000 ราย ซึ่งกรมกำลังวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล

สำหรับกลุ่มธุรกิจที่พบความเสี่ยง มีทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจบริการ ธุรกิจนำเที่ยว โลจิสติกส์ ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึก โดยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นกลุ่มที่พบมากที่สุด

นอกจากนี้ กรมยังนำเทคโนโลยี AI มาใช้ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ทั้งด้านโครงสร้างผู้ถือหุ้น การเข้าเป็นกรรมการ และงบการเงิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ พร้อมทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

นายพูนพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจดทะเบียนธุรกิจไม่สามารถใช้สะท้อนภาวะเศรษฐกิจทั้งหมดได้ แม้จะมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่บ้าง โดยมาตรการป้องกันนอมินีที่เข้มงวดขึ้น อาจส่งผลให้ยอดจัดตั้งธุรกิจใหม่ชะลอลงบางส่วน รวมถึงอาจทำให้กลุ่มธุรกิจเสี่ยงทยอยเลิกกิจการเพิ่มขึ้นด้วย

Back to top button