ไทยแลนด์โฟกัสกระหึ่ม! ฟันด์โฟลว์-กองทุนทะลัก ย้อนสถิติ 5 ปี ดัชนีหุ้นพุ่ง 2%

นับถอยหลัง Thailand Focus 2026 กระหึ่ม 26-28 ส.ค.นี้ ตลท.ผนึกพันธมิตรดึงกองทุนไทย-เทศเข้าร่วมพรึบ ลุ้นฟันด์โฟลว์ทะลัก ชูธีม New Economy "AI-ดาต้าเซ็นเตอร์-พลังงานเขียว" ก.ล.ต. งัด 4 จุดแข็งเรียกความเชื่อมั่น ย้อนสถิติ 5 ปี ดัน SET พุ่งเฉลี่ย 2%


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคม 2569 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับพันธมิตร ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ ซีแอลเอสเอ (CLSA), บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (DBS Vickers), กลุ่มเกียรตินาคินภัทร และบริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส (UBS) จัดงาน Thailand Focus 2026 ถือเป็นเวทีประชุมด้านการลงทุนระดับนานาชาติ โดยจะเปิดโอกาสให้ภาครัฐและบริษัทจดทะเบียนชั้นนำของไทย ได้เสนอข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ และแนวโน้มธุรกิจของกิจการต่อนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ

โดยภายในงานจะมีการเจาะลึกทิศทางขับเคลื่อนประเทศ รวมทั้งหัวข้อการเสวนาที่น่าสนใจ อาทิ 1) ไทยก้าวสู่บทใหม่ : ดิจิทัลและข้อมูลกลไกสำคัญแห่งการเติบโต 2) ยุทธศาสตร์การแข่งขันของไทย : คว้าโอกาสจากกระแสการลงทุนมูลค่าสูงระลอกใหม่ 3) การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน : จากภาระต้นทุน สู่ความได้เปรียบทางการแข่งขัน 4) เสถียรภาพเศรษฐกิจไทย : การคลังแกร่ง หนี้ยั่งยืน ความเชื่อมั่นของประเทศ 5) พลิกความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์สู่โอกาสเศรษฐกิจไทย : อุตสาหกรรมใดจะคว้าโอกาสจากระเบียบโลกใหม่

สำหรับ บจ.ที่เข้าร่วมงานครั้งนี้มีทั้งสิ้น 78 บริษัท จากทุกกลุ่มอุตสาหกรรมทั้งใน SET และ mai เพื่อให้ข้อมูลและแผนธุรกิจแก่ผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลก เช่น CRC, CPN, GPSC, KKP, PTTGC, CENTEL, WHA, GULF, HANA และบริษัทในโครงการ JUMP+ อีก 16 บริษัท รวมถึงยังเป็นครั้งแรกที่มีอีก 5 ตลาดหุ้นในภูมิภาคเข้าร่วม ประกอบด้วย มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และเวียดนาม หากมุมมองของนักลงทุนกลุ่มดังกล่าวที่มีต่อแนวโน้มผลประกอบการ หรือมุมมองกำไรในอนาคต และเศรษฐกิจไทยเป็นบวก มีโอกาสดึงดูดเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) กลับเข้าสู่หุ้นของ บจ.ขนาดใหญ่ (Big Cap) ได้ โดยเฉพาะหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง และกำไรมีแนวโน้มถูกปรับประมาณการขึ้น

ด้านศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้สัมภาษณ์ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันตลาดทุนและตลาดหุ้นไทยมีจุดแข็งและมีศักยภาพในอนาคตจาก 4 ปัจจัย ประกอบด้วย 1) เงินปันผล โดยตลาดหุ้นไทยมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยสูงราว 4% ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ขณะที่ บจ.มีอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) เฉลี่ยถึง 66% นอกจากนี้ ผลประกอบการ บจ.ยังแข็งแกร่ง โดยไตรมาส 1/2569 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนด้านสภาพคล่องในตลาด (Liquidity) ปรับตัวดีขึ้น เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ โดยมียอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีเฉลี่ยแตะระดับ 4-8 หมื่นล้านบาท

2) ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเติบโตจากเทรนด์ความยั่งยืน (ESG) เห็นได้จาก บจ.ไทยได้รับการยอมรับและติดอันดับในดัชนีความยั่งยืนระดับสากล เช่น DJSI และ FTSE มากที่สุดในอาเซียน รวมทั้งปัจจุบันมี บจ.ไทยได้รับการจัดอันดับ ESG Rating กว่า 200 บริษัท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ตลอดจนมีมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนที่เป็นสากล ซึ่งจะเป็นตัวเชื่อมโยงสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินจากกองทุนชั้นนำทั่วโลกที่เน้นการลงทุนอย่างยั่งยืน

3) ตลาดทุนไทยมีศักยภาพใหม่จาก Supply Chain เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต แม้ตลาดหุ้นไทยเดิมจะกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจเก่า (Old Economy) เช่น พลังงาน สถาบันการเงิน ซึ่งมีข้อดีคือความสม่ำเสมอของเงินปันผล แต่ปัจจุบันกำลังเกิดศักยภาพการเติบโตใหม่ (New Growth Potential) โดยประเทศไทยติด 1 ใน 4 ของโลกในการส่งออกอุปกรณ์สนับสนุนเทคโนโลยี AI และเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain เทคโนโลยีระดับโลก ขณะที่ผลจากการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พบว่ามีเม็ดเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เข้ามาสร้างโรงงานและฐานการผลิตในไทย ซึ่งจะเป็นวัตถุดิบสำคัญในการนำบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้น 4) ผลกำไรจริงที่จับต้องได้ นั่นคือตัวเลขผลประกอบการและกำไรที่แท้จริงของ บจ. เพื่อสร้างผลตอบแทนที่จับต้องได้แก่ผู้ลงทุนในระยะยาว

ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ให้สัมภาษณ์กับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า สำหรับงาน Thailand Focus 2026 กระทรวงการคลังได้ทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยกระทรวงการคลัง เตรียมนำเสนอจุดขายหลัก คือ 1) การสื่อสารข้อมูลภาพลักษณ์ของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำประเทศไทย (Credit Rating Agency) 2) การนำเสนอโครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) 3) การรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด 4) การนำเสนอกระแสการลงทุนของประเทศไทยในฐานะหลุมหลบภัยทางการลงทุน (Safe Haven)

ส่วนทิศทางเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลังปี 2569 มีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่องจากช่วงครึ่งปีแรก สอดคล้องกับการลงทุนของภาคเอกชนที่ขยายตัว และการสนับสนุนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ซึ่งยังไม่ได้มีความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจมากนัก แม้ยังต้องเฝ้าระวังปัญหาภัยพิบัติ ซึ่งรัฐบาลกำลังหาแนวทางแก้ไขอย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายดัน GDP ให้เติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี (2569-2572) ท่ามกลางความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะอาจเป็นตัวฉุดรั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ซึ่งทางกระทรวงการคลังมองว่าการขยายขนาดของ GDP เพื่อลดสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพี เป็นการแก้หนี้สาธารณะที่ดีที่สุด ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษี และปรับค่าธรรมเนียมรัฐให้สะท้อนต้นทุนจริง

ขณะที่นายพบชัย ภัทราวิชญ์ นักกลยุทธ์ตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด หรือ INVX เปิดเผยว่า งานสัมมนา Thailand Focus ปีนี้ ถือว่ามีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนหัวข้อจากการมุ่งเน้นเศรษฐกิจยุคเก่า เช่น การท่องเที่ยวและพลังงานรูปแบบเดิม มาสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ (New Economy) โดยให้ความสำคัญกับพลังงานรูปแบบใหม่ และการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในกลุ่มปัญญาประ ดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center)

จากสถิติย้อนหลัง 5 ปี ช่วงก่อนการจัดงาน Thailand Focus ประมาณ 3-5 วัน จนถึงวันสิ้นสุดงาน พบว่าตลาดทุนไทยมักตอบรับเชิงบวก โดยดัชนีมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 2% ซึ่งเป็นผลจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติมีสถานะซื้อสุทธิเฉลี่ย 3,000-4,000 ล้านบาทต่อวัน เช่นเดียวกับนักลงทุนสถาบันในประเทศที่มียอดซื้อสุทธิเฉลี่ยใกล้เคียงกันที่ประมาณ 3,500 ล้านบาทต่อวัน สะท้อนให้เห็นว่างานดังกล่าว ช่วยดึงดูดความสนใจและดึงเม็ดเงินลงทุนกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทย

สำหรับกลุ่มหุ้นที่มักจะตอบรับเชิงบวกและให้ผลตอบแทนโดดเด่นช่วงการจัดงาน Thailand Focus จากสถิติย้อนหลัง 5 ปีที่ผ่านมา มีจำนวน 7 บริษัท ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC, ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL และบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA

นอกจากนี้ หากพิจารณาความสอดคล้องกับธีมการจัดงานปีนี้ที่เน้นเรื่อง Data Center มองว่า GPSC จะได้รับประโยชน์โดยตรง ในฐานะผู้ผลิตและจัดหาแหล่งพลังงานไฟฟ้าเพื่อรองรับธุรกิจศูนย์ข้อมูล เช่นเดียวกับ WHA ที่ได้รับอานิสงส์จากการเข้ามาลงทุนตั้งศูนย์ข้อมูลในนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่หุ้นกลุ่มอื่น ๆ อย่าง CENTEL, CPN และ CRC คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ทางอ้อมจากภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนที่คึกคักขึ้นเช่นเดียวกัน

บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า งาน Thailand Focus 2026 ปีนี้มีความน่าสนใจมากกว่าหลายปีที่ผ่านมา จากหัวข้อเสวนาที่เชื่อมโยงกับ New Growth Engines ที่เริ่มเห็นการลงทุนจริงในไทย ทั้ง Data Center & Digital Economy, Semiconductor & Photonics, การลงทุนมูลค่าสูง และ Energy Transition

สำหรับผู้เข้าร่วมเสวนาระดับโลกอย่าง Google Cloud, Infineon, Lumentum และ Digital Edge ล้วนมีความเชื่อมโยงกับการลงทุนในไทย ทำให้ประเด็นการพูดคุยในช่วงจัดงานมีโอกาสสะท้อนทั้งทิศทางการลงทุน แผนขยายธุรกิจ และบทบาทของไทยใน Global Supply Chain

นอกจากนี้ การเข้าร่วมของ Moody’s Ratings ยังเพิ่มน้ำหนักต่อมุมมองเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย หลังมีการปรับมุมมองไทยจาก Negative เป็น Stable และคงอันดับเครดิตที่ Baa1 ด้านสถิติย้อนหลัง SET Index มักตอบรับเชิงบวก ฝ่ายวิเคราะห์ จึงมองว่าเป็นโอกาสเก็งกำไรหุ้นที่เชื่อมโยงกับ Theme หลักของงาน ได้แก่ SMT, HANA, CCET, FORTH, GULF, GUNKUL, EGCO, BGRIM, GPSC, WHAUP, AMATA และ WHA

Back to top button