เปิดประชุม IMF–World Bank “อนุทิน” ชูไทยเชื่อมโลก IMF เตือนหนี้สูง ธนาคารโลกหนุนสร้างงาน

“อนุทิน” เปิดประชุมใหญ่ IMF–World Bank 2026 ชูไทยเชื่อมการค้า เงินทุน และเทคโนโลยี รับมือโลกเปลี่ยน พร้อมหวังอีก 35 ปีข้างหน้าได้กลับมาพบกันอีก ด้านกรรมการจัดการ IMF เตือนความเสี่ยงหนี้สาธารณะ–เงินเฟ้อ ขณะที่ประธานกลุ่มธนาคารโลกหนุนระดมทุนเอกชน สร้างงานคนรุ่นใหม่


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (16 ต.ค.69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่ประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Annual Meeting Plenary) ภายใต้การประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Annual Meetings 2026) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีผู้เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมใหญ่ประมาณ 2,000 คน ซึ่งนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำบทบาทของประเทศไทยในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า การลงทุน และการพัฒนาที่ส่งผลถึงประชาชน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF และธนาคารโลกอีกครั้งในรอบ 35 ปี นับจากปี 2534 โดยโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากยุคที่เครื่องโทรสารเป็นเทคโนโลยีสื่อสารที่รวดเร็ว สู่ยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบต่อการค้าและการลงทุน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

ทั้งนี้ แนวคิด “Thailand’s New Horizon: Empowering People, Building Resilience” ไม่ได้สะท้อนเพียงอนาคตของประเทศไทย แต่หมายถึงอนาคตร่วมกันของประชาคมโลก โดยการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องอาศัยความเชื่อมโยงบนพื้นฐานของความไว้วางใจ ทั้งด้านการค้า การเข้าถึงเทคโนโลยี แหล่งเงินทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ

นายอนุทิน ระบุว่า ประเทศไทยสามารถมีบทบาทเชื่อมโยงตลาดระหว่างภูมิภาค เงินทุนกับโอกาส และเทคโนโลยีกับบุคลากรที่มีศักยภาพ โดยอาศัยความร่วมมือผ่านอาเซียน เพื่อส่งเสริมโอกาสด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาร่วมกัน พร้อมเน้นย้ำว่าประโยชน์จากความเชื่อมโยงดังกล่าวต้องส่งต่อถึงประชาชน ช่วยให้ภาคธุรกิจเติบโต เสริมสร้างทักษะ และยกระดับคุณภาพชีวิต

นายกรัฐมนตรี ยังเชิญชวน IMF ธนาคารโลก และประเทศหุ้นส่วนร่วมเปลี่ยนการหารือให้เป็นความร่วมมือที่เกิดผลจริง และเปลี่ยนทรัพยากรทางการเงินให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งหวังให้การตัดสินใจจากการประชุมครั้งนี้นำไปสู่เศรษฐกิจที่เข้มแข็งขึ้น และสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนในประเทศต่าง ๆ

ในช่วงท้าย นายอนุทิน กล่าวว่า การตัดสินใจจากการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่โอกาสและเศรษฐกิจที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน พร้อมกล่าวทิ้งท้ายถึงการกลับมาพบกันอีกครั้งในอีก 35 ปีข้างหน้า

ด้าน นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เริ่มต้นการกล่าวถ้อยแถลงประจำปีด้วยการยกมือไหว้และกล่าวคำว่า “สวัสดีค่ะ” ก่อนกล่าวถึงภาพเรือพระที่นั่งที่ได้ชม ซึ่งทำให้นึกถึงการที่ทุกประเทศอยู่ในเรือลำเดียวกัน และจำเป็นต้องร่วมมือกันรับมือกับความท้าทายของเศรษฐกิจโลก

นางกอร์เกียวา ระบุว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกระทบจากความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่หลายประเทศยังมีภาระหนี้สาธารณะในระดับสูง โดยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทั้งปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ และนวัตกรรมทางการแพทย์ กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบต่อการค้าและการย้ายฐานการผลิต

นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความเสี่ยงจากราคาพลังงาน ปัญหาการขนส่ง และสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อราคาอาหารและเงินเฟ้อ โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศมีหนี้สาธารณะสูง ทำให้การรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจมีความท้าทายมากขึ้น

กรรมการจัดการ IMF เน้นย้ำความสำคัญของการรักษาเสถียรภาพราคาและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง พร้อมกล่าวถึงความจำเป็นในการปรับสมดุลเศรษฐกิจโลก โดยสหรัฐอเมริกาควรเพิ่มการออม จีนควรเพิ่มการบริโภคภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาการส่งออก และยุโรปควรเพิ่มการลงทุน

ขณะเดียวกัน นางกอร์เกียวา ยังกล่าวถึงความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ในยุค AI โดยระบุว่าความมั่นคงปลอดภัยของระบบขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันภัยคุกคามและเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยของระบบการเงิน พร้อมยืนยันว่า IMF ยังคงมีบทบาทสนับสนุนประเทศสมาชิก โดยเฉพาะประเทศที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจ

ในช่วงท้าย นางกอร์เกียวาได้อัญเชิญพระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมฉายพระบรมฉายาลักษณ์บนจอขนาดใหญ่ โดยมีใจความว่า ประโยชน์และผลลัพธ์ที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ต้องอาศัยการสร้างสมและเสริมสร้างอย่างต่อเนื่องตามกาลเวลา ก่อนกล่าวเชื่อมโยงถึงการทำงานของ IMF ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากประเทศสมาชิกทั้ง 191 ประเทศ เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันและสร้างประโยชน์แก่ประชาชน

ขณะที่ นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาที่มุ่งส่งเสริมการลงทุนและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการระดมเงินทุนจากภาคเอกชน การลดความเสี่ยงด้านการลงทุน และการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น

นายบังกา ระบุว่า การพัฒนาจำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน กรอบการดำเนินงานที่เหมาะสม และขนาดของการลงทุนที่เพียงพอ โดยกลุ่มธนาคารโลกมุ่งใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อช่วยลดความเสี่ยงและข้อจำกัดด้านการลงทุน รวมถึงสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก

นอกจากนี้ ประธานกลุ่มธนาคารโลกยังเน้นย้ำความสำคัญของการสร้างงานให้คนรุ่นใหม่ โดยยกตัวอย่างคนหนุ่มสาวที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาแล้ว แต่ยังไม่มีงานทำ พร้อมระบุว่าการจ้างงานไม่ใช่เพียงตัวเลขทางสถิติ หากยังเกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีของมนุษย์

นายบังกา กล่าวว่า การพัฒนาไม่ใช่การกุศล แต่ต้องสร้างรูปแบบการพัฒนาที่ตอบสนองความคาดหวังของคนรุ่นต่อไป โดยกลุ่มธนาคารโลกจะทำงานร่วมกับประเทศต่าง ๆ เพื่อช่วยลดช่องว่างด้านการจ้างงาน และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการพัฒนามากขึ้น

Back to top button