
IMF หั่น GDP จีน-อัพไทย! จับตาส่งออก AI พลิกเกมเศรษฐกิจ
วิจัยกรุงศรี แบงก์กรุงศรีฯ (BAY) เผย IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2.1% จากเดิม 1.9% รับแรงหนุนส่งออกสินค้า AI-อิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ FDI และการลงทุน BOI ช่วยหนุนการเติบโต แต่ยังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตพลังงานและความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก ด้านจีนถูกหั่นเป้า GDP เหลือ 4.5% สะท้อนความเปราะบางของอุปสงค์ในประเทศ
วิจัยกรุงศรี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY ระบุว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทย แต่ระยะข้างหน้ายังเผชิญทั้งแรงหนุนและแรงต้าน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เป็น 2.1% จากเดิม 1.9% และคาดว่าจะขยายตัว 2.2% ในปี 2570 โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการส่งออกสินค้าในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงาน อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงจากปีก่อนที่ขยายตัว 2.4%
วิจัยกรุงศรี คาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัว 2.1% สอดคล้องกับการคาดการณ์ล่าสุดของ IMF โดยมีแรงส่งการเติบโตจากหลายปัจจัย ได้แก่ 1.การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มได้แรงหนุนจาก FDI และการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนของ BOI 2.การส่งออกยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตามวัฏจักรขาขึ้นของกลุ่มเทคโนโลยี และ 3.การต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส ทั้งนี้ ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 2.1% ดังกล่าว
ยังไม่นับรวม 1.ผลกระทบทางลบจากสถานการณ์อุทกภัยเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา รวมถึงผลของมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูจากกรอบงบประมาณ 4,700 ล้านบาท และ 2.ผลบวกเชิงเทคนิคจากการปรับปรุงข้อมูลดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ซึ่งล่าสุดในเดือนสิงหาคม ขยายตัว 4.44% จากปีก่อน เทียบกับในเดือนกรกฎาคมที่ 0.46% ในข้อมูลชุดเดิม เนื่องจากข้อมูล MPI ล่าสุดครอบคลุมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI และอิเล็กทรอนิกส์ได้ดีขึ้น โดยนับรวมสินค้า
ได้แก่ เครื่องโน้ตบุ๊กและแล็ปท็อป อุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณแบบออปติคอล ฯลฯ รวมถึงเพิ่มกลุ่มตัวอย่างโรงงานชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เปิดดำเนินการใหม่ ภาพรวมภาคการผลิตจึงสะท้อนการเติบโตของอุตสาหกรรมข้างต้นได้มากกว่าข้อมูลชุดเดิม
ขณะเดียวกัน IMF ประเมินเศรษฐกิจโลกมีความยืดหยุ่นและได้แรงหนุน AI แต่ยังเผชิญความเสี่ยงสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและภาระหนี้ 2. ความเหลื่อมล้ำในการเติบโต โดยเฉพาะประเทศรายได้ต่ำที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงและได้รับประโยชน์จากการลงทุนใน AI อย่างจำกัด และ 3. การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรซึ่งเพิ่มความตึงตัวของภาวะการเงิน และทำให้การควบคุมเงินเฟ้อของธนาคารกลางมีความท้าทายมากขึ้น
ด้านนโยบายการเงิน 1.สหรัฐฯ ให้น้ำหนักกับการควบคุมเงินเฟ้อมากขึ้น แต่การชะลอตัวของตลาดแรงงาน คาดว่า Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกเพียง 1 ครั้งในปีนี้ 2. ยูโรโซน มุ่งรักษาเสถียรภาพการคลัง ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมาย โดยคาดว่า ECB จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ และ 3.ญี่ปุ่น ยังคงมุ่งรักษาเสถียรภาพราคา โดยต้องการให้เงินเฟ้อพื้นฐานเคลื่อนไหวใกล้เป้าหมาย 2.0% พร้อมส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง
ส่วนด้านประเทศจีน IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ลง 0.1% เหลือ 4.5% ซึ่งอยู่ขอบล่างของเป้าหมายทางการที่ 4.5-5% เนื่องจากความอ่อนแอของอุปสงค์ในประเทศและวิกฤตพลังงาน ล่าสุด ดัชนีราคาผู้ผลิตต้นน้ำและกลางน้ำพุ่งสูงถึง 6.5% จากปีก่อน ในเดือนกันยายน สวนทางกับดัชนีราคาผู้ผลิตปลายน้ำที่หดตัว -0.1% ซึ่งสะท้อนข้อจำกัดในการส่งผ่านต้นทุนของผู้ผลิต ดังนั้น การส่งออกจึงน่าจะยังเป็นเครื่องจักรสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจต่อไปในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะสินค้าไฮเทค

