TRUE ใช้ AI เฝ้าระวังมรสุม-น้ำท่วม เสริมความพร้อมโครงข่ายทั่วไทย

TRUE ยกระดับโครงข่ายเชิงรุก รับมือฝนหนักและอุทกภัย ใช้ AI วิเคราะห์สภาพอากาศ-ระดับน้ำ คาดการณ์สถานีฐานเสี่ยง พร้อมติดตั้ง Flooding Sensor เตรียมระบบไฟสำรอง รถ COW และทีมวิศวกรเฝ้าระวังโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง


บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ยกระดับความพร้อมของโครงข่ายสื่อสารทั่วประเทศ เพื่อรองรับสถานการณ์พายุ ฝนตกหนัก และความเสี่ยงจากอุทกภัย ด้วยแนวทางบริหารเครือข่ายเชิงคาดการณ์และป้องกันล่วงหน้า (Predictive and Preventive Network Resilience) โดยนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลน้ำท่วมย้อนหลัง สภาพอากาศ ระดับน้ำ และข้อมูลสถานีฐาน เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงและเตรียมมาตรการรองรับก่อนเกิดเหตุ

พร้อมกันนี้ บริษัทได้สำรวจสถานีฐานในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ และติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดระดับน้ำ (Flooding Sensor) เพิ่มเติมในจุดเฝ้าระวัง เพื่อให้ทีมวิศวกรสามารถติดตามสถานการณ์ เตรียมกำลังคน และแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังเตรียมรถสถานีฐานเคลื่อนที่เร็ว (Cell-On-Wheel: COW) สถานีฐานชั่วคราว ระบบไฟฟ้าสำรอง เครื่องกำเนิดไฟฟ้า เชื้อเพลิง แบตเตอรี่ อุปกรณ์ภาคสนาม ตลอดจนเรือท้องแบนและรถขับเคลื่อนสี่ล้อ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของบริการสื่อสารแก่ประชาชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจในทุกภูมิภาค

การเตรียมความพร้อมดังกล่าวสอดรับกับประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ณ วันที่ 1 กันยายน 2569 ซึ่งเตือนสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ของประเทศไทย จากอิทธิพลของร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เชื่อมโยงกับพายุโซนร้อน “โซเดล” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก

ล่าสุด ผู้บริหารด้านเครือข่ายและทีมวิศวกรของ TRUE ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมตามเส้นทางจังหวัดสิงห์บุรี ชัยนาท และพระนครศรีอยุธยา ครอบคลุมคลังอะไหล่ สถานีฐาน และจุดเฝ้าระวังริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อทดสอบระบบโครงข่าย ระบบไฟฟ้าสำรอง อุปกรณ์ และแผนปฏิบัติการภาคสนาม ต่อเนื่องจากการเตรียมความพร้อมในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อนหน้านี้

นายคูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย TRUE กล่าวว่า การสร้างความยืดหยุ่นและความพร้อมของโครงข่ายไม่ได้เริ่มต้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว แต่ต้องใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า โดยบริษัทนำข้อมูลพื้นที่ประสบอุทกภัยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลสภาพอากาศ ระดับน้ำ และตำแหน่งสถานีฐาน เพื่อวางแผนจัดสรรบุคลากรและอุปกรณ์ล่วงหน้า โดยมีเป้าหมายลดผลกระทบต่อการสื่อสารของประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ทั้งนี้ TRUE ได้ประเมินสถานีฐานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เคยประสบอุทกภัย พื้นที่ต่ำ และพื้นที่ที่มีโอกาสได้รับผลกระทบ พร้อมกำหนดมาตรการตามระดับความเสี่ยง อาทิ การย้ายหรือติดตั้งอุปกรณ์ให้สูงจากพื้นประมาณ 2-3 เมตร หรือสูงกว่าระดับน้ำที่คาดการณ์ การสร้างฐานยกระดับและกำแพงป้องกันน้ำ รวมถึงติดตั้งกล้องวงจรปิดและ Flooding Sensor เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน บริษัทได้นำ AI และระบบวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (Predictive Analytics) มาใช้จำลองผลกระทบต่อโครงข่ายล่วงหน้า ตัวอย่างเช่น หากพื้นที่ใดมีแนวโน้มเกิดไฟฟ้าดับต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ชั่วโมง ระบบจะประเมินว่าสถานีฐานแห่งใดจะเริ่มได้รับผลกระทบ รวมถึงวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ครอบคลุมสัญญาณและขีดความสามารถในการรองรับการใช้งาน เพื่อกำหนดลำดับความสำคัญในการส่งทีมงานและอุปกรณ์เข้าเสริม

สำหรับสถานีฐานสำคัญ (Critical Cell Sites) ที่รองรับโรงพยาบาล สนามบิน ศูนย์บัญชาการ ศูนย์ช่วยเหลือประชาชน และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ บริษัทได้ประสานงานล่วงหน้ากับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน

ด้านศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ หรือ Business Network Intelligence Center (BNIC) จะใช้ AI วิเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลจากสถานีฐานทั่วประเทศ พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง หากตรวจพบสัญญาณผิดปกติหรือความเสี่ยงตามที่ระบบคาดการณ์ ศูนย์จะประสานทีมภาคสนามเข้าดำเนินการทันที เพื่อลดระยะเวลาตั้งแต่การตรวจพบปัญหาจนถึงการแก้ไขหน้างาน

นายธงชัย ขวัญพุฒ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาโครงข่ายและการปฏิบัติงานภาคสนาม TRUE กล่าวว่า บริษัทได้นำบทเรียนจากเหตุอุทกภัยรุนแรงในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งจังหวัดเชียงราย น่าน และอำเภอหาดใหญ่ มายกระดับแผนป้องกันและการเตรียมความพร้อม โดยใช้ AI และข้อมูลแบบเรียลไทม์ร่วมกับการเตรียมโครงข่าย ทีมวิศวกร ระบบไฟฟ้าสำรอง และอุปกรณ์ในทุกภูมิภาค เพื่อรักษาความต่อเนื่องของบริการสื่อสารในทุกสถานการณ์

นอกจากนี้ TRUE ยังติดตามปริมาณการใช้งานเครือข่ายในพื้นที่อพยพ ศูนย์พักพิง โรงพยาบาล และศูนย์ช่วยเหลือประชาชน ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ เพื่อเสริมขีดความสามารถของเครือข่ายหรือจัดส่งสถานีฐานเคลื่อนที่เข้าไปยังจุดที่มีความต้องการ รองรับการติดต่อสื่อสารและการประสานความช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉิน

Back to top button