
โบรกเชียร์ซื้อ OSP เป้า 17 บ. หลังกำไร Q1 แตะ 1.16 พันลบ.-มาร์จิ้นนิวไฮ
โบรกมีมุมมองเชิงบวกต่อ OSP หลังรายงานกำไรไตรมาส 1/2569 ดีกว่าคาด รับแรงหนุนการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ หนุนอัตรากำไรขั้นต้นทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 42.5% แม้รายได้ต่างประเทศยังอ่อนตัว โดยบล.ฟินันเซีย ไซรัส ให้ราคาเป้าหมาย 17 บาท ขณะที่เมย์แบงก์แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 15.10 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 1.16 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 67.2% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 8.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผลประกอบการดังกล่าวดีกว่าคาดประมาณ 10%
ขณะที่หากพิจารณากำไรปกติ พบว่าเพิ่มขึ้น 40.7% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 19.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรออกมาดีกว่าคาดมาจากค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าประมาณการ โดยสัดส่วนค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อยอดขาย หรือ SG&A to sales ลดลงมาอยู่ที่ 21.9% ต่ำกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ที่ 23.2% และลดลงจากระดับ 24.8% ในไตรมาส 4/2568 และไตรมาส 1/2568
ทั้งนี้ การลดลงของ SG&A สะท้อนผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพกิจกรรมทางการตลาด และการควบคุมค่าใช้จ่ายให้เป็นไปตามแผนของบริษัท
สำหรับรายได้รวมในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้น 0.4% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 7.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงกดดันหลักจากรายได้กลุ่มเครื่องดื่มในต่างประเทศ แม้เพิ่มขึ้น 4.9% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 38.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากยังได้รับผลกระทบจากปัญหา Import License ของรัฐบาลเมียนมา รวมถึงการปรับใช้ค่าเงินจ๊าดโดยอิงอัตราแลกเปลี่ยนตามตลาด ซึ่งอ่อนค่าลงราว 20%
อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน รายได้ต่างประเทศของ OSP จะลดลงราว 10.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ด้านรายได้เครื่องดื่มในประเทศเพิ่มขึ้น 1.0% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 11.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับอานิสงส์จากฐานที่ต่ำในปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทมีการปรับสต็อกสินค้า ภายหลังเปิดตัวเครื่องดื่มราคา 10 บาท ขณะที่รายได้กลุ่ม Personal Care ลดลง 5.2% จากไตรมาสก่อนตามปัจจัยฤดูกาล แต่ยังเพิ่มขึ้น 7.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะเดียวกัน อัตรากำไรขั้นต้นของ OSP ทำสถิติสูงสุดใหม่ตามคาดที่ระดับ 42.5% เพิ่มขึ้นจาก 39.5% ในไตรมาส 4/2568 และ 40.3% ในไตรมาส 1/2568 โดยได้รับผลบวกจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง และผลของการรวมศูนย์การผลิตที่เกิดขึ้นในปีก่อน
ทั้งนี้ กำไรไตรมาส 1/2569 คิดเป็น 31.6% ของประมาณการกำไรทั้งปี อย่างไรก็ตาม FSSIA ประเมินว่าแนวโน้มกำไรในไตรมาส 2/2569 อาจอ่อนตัวลง เนื่องจากรายได้อาจยังไม่ฟื้นตัวชัดเจนเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากปัญหา Import License ที่ยังคงอยู่ รวมถึงผลกระทบจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์และค่าขนส่งที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทมีแนวโน้มรับรู้ต้นทุนที่สูงขึ้นเต็มไตรมาสในไตรมาส 3/2569 อย่างไรก็ตาม หากรายได้จากเมียนมากลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง อาจช่วยชดเชยผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นได้บางส่วน
ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2569 ของ OSP ที่ 3.67 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.7% จากปีก่อน และคงราคาเป้าหมายที่ 17 บาท
ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองสอดคล้องกันว่า ยอดขายไตรมาส 1/2569 ของ OSP อยู่ที่ 6.30 พันล้านบาท ลดลง 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 0.4% จากไตรมาสก่อน โดยถูกกดดันจากยอดขายต่างประเทศที่อ่อนตัว อย่างไรก็ตาม หากปรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานบัญชี ยอดขายจะเติบโต 3.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 8% จากไตรมาสก่อน สะท้อนภาพธุรกิจหลักที่ยังขยายตัวได้ โดยเฉพาะตลาดในประเทศ
ทั้งนี้ ยอดขายเครื่องดื่มในประเทศเพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 1% จากไตรมาสก่อน ได้แรงหนุนจากการเติบโตของทั้งกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังและเครื่องดื่มฟังก์ชันนัล โดยเฉพาะเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศที่เพิ่มขึ้น 14.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 3.3% จากไตรมาสก่อน จากฐานต่ำในปีก่อน รวมถึงการเปิดตัวสินค้าพรีเมียมในช่วงไตรมาส 4/2568 ถึงไตรมาส 1/2569
อย่างไรก็ตาม เมย์แบงก์ประเมินว่ายอดขายต่างประเทศยังมีแนวโน้มอ่อนแอในไตรมาส 2/2569 จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังต่อเนื่อง ขณะที่ต้นทุนโลจิสติกส์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน ส่งผลให้กำไรไตรมาส 2/2569 อาจลดลงเล็กน้อยทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและจากไตรมาสก่อน โดยบริษัทยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” OSP ให้ราคาเป้าหมาย 15.10 บาท ทั้งนี้ OSP มีกำหนดจัดประชุมนักวิเคราะห์ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2569

