4 หุ้นอิเล็กฯ กอดคอเด้ง! นักลงทุนเก็งกำไรหลังลงลึก พ่วงตาม Nasdaq พุ่ง

ราคาหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เด้งแรง นำโดย DELTA, HANA, KCE และ CCET นักลงทุนเก็งกำไรหลังร่วงหนักก่อนหน้า พร้อมปรับตัวตามฟิวเจอร์ส Nasdaq ที่พุ่งขึ้นหนุนความเชื่อมั่นตลาด ชี้หุ้นเทคโนโลยีฟื้นตัวช่วยดันดัชนีสำคัญบวกต่อเนื่อง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (22 ธ.ค. 68) ราคาหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ดีดตัวขึ้น ณ เวลา 10:17 น. นำโดย บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ราคาหุ้นอยู่ที่ 175.50 บาท บวก 6.50 บาท หรือ 3.85% สูงสุดที่ระดับ 177.00 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 173.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 756.80 ล้านบาท

บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน)หรือ HANA ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 16.70 บาท บวก 0.40 บาท หรือ 2.45% สูงสูงสุดที่ระดับ 16.80 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 16.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 48.71 ล้านบาท

บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน)หรือ KCE ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 21.30 บาท บวก 0.30 บาท หรือ 1.43% สูงสูงสุดที่ระดับ 21.60 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 21.20 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 47.24 ล้านบาท

บริษัท แคลคอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 4.74 บาท บวก 0.24 บาท หรือ 5.33% สูงสูงสุดที่ระดับ 4.76 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 4.58 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 92.19 ล้านบาท

ราคาหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวขึ้นหลังจากร่วงลงอย่างหนักในช่วงก่อนหน้า โดยเป็นการเก็งกำไรตามฟิวเจอร์สเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์เมื่อวันศุกร์ 19 ธ.ค. 68 ที่ผ่านมาปิดเพิ่มขึ้น 83 จุด หรือ 0.2% ฟิวเจอร์ส S&P 500 และฟิวเจอร์ส Nasdaq 100 ปรับตัวขึ้น 0.2% และ 0.3% ตามลำดับ

วอลล์สตรีทเพิ่งผ่านสัปดาห์ที่มีความผันผวนสำหรับค่าเฉลี่ยสำคัญ โดยหุ้นเทคโนโลยีที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ช่วยยกระดับ S&P 500 และ Nasdaq Composite ไปสู่สัปดาห์ที่ทำกำไรเป็นครั้งที่สามในรอบสี่สัปดาห์ โดยเพิ่มขึ้น 0.1% และ 0.5% ตามลำดับ ดัชนีดาวโจนส์ 30 หุ้นซึ่งทำผลงานได้ดีกว่าในเดือนนี้ ปรับลดลง 0.7% ทำให้แนวโน้มชนะต่อเนื่องสามสัปดาห์สะดุด

หุ้นด้านปัญญาประดิษฐ์ฟื้นตัวขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากผลงานต่ำสุดล่าสุด หุ้นของ Oracle ซึ่งถือเป็นบริษัทใหญ่ที่อยู่ในกลุ่มล้าหลัง ปรับตัวสูงขึ้นหลังจาก TikTok ตกลงขายการดำเนินงานในสหรัฐฯ ให้กับกิจการร่วมค้าใหม่ซึ่งรวมถึง Silver Lake บริษัทด้านซอฟต์แวร์และบริษัทเอกชน ขณะที่หุ้น Nvidia ก็กลับมาฟื้นตัวเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังเฝ้าติดตามว่า หุ้นด้าน AI จะสามารถรักษาความเป็นผู้นำได้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อนักลงทุนเริ่มหมุนเงินไปยังหุ้นที่มีราคาถูกกว่าในตลาด ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการประเมินมูลค่าเทคโนโลยีที่สูง นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยว่าการชุมนุมปลายปีหรือ “Santa Claus Rally” จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เนื่องจาก S&P 500 พยายามดิ้นรนเพื่อรักษาระดับทางเทคนิคที่สำคัญ

อย่างไรก็ตาม ด้านนายนภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ BLS กล่าวว่า จากประเด็นของ บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ที่ถูกถอดออกจากดัชนี SETESG คาดว่าจะมีเม็ดเงินไหลออกอยู่กว่า 3 พันล้านบาท ประกอบกับมีเรื่องของการปรับเกณฑ์การจำกัดน้ำหนักของหุ้นรายตัวในดัชนี (Capped Weight) ด้วย ทำให้ราคาหุ้นเดลต้าฯ ปรับลงมา

นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ราคาหุ้น DELTA ที่ปรับลง จาก 1. ตลาดเริ่มมีมุมมองระมัดระวังต่อ AI Stock จาก valuation ที่แพง 2. แรงขายจากการถูกถอดจากดัชนี SETESG และ 3. กองทุนปรับพอร์ตล่วงหน้าก่อน DELTA จะถูกปรับน้ำหนักใน SET50 จากเกณฑ์ Market Cap weight 10% ซึ่งจากการคำนวณของ บล.เมย์แบงก์ฯ DELTA มี weight ประมาณ 11%

บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดกำไรในงวดไตรมาส 4/2568 ของ DELTA จะเพิ่มขึ้นทั้งจากปีก่อน (YoY) และจากไตรมาสที่ผ่านมา (QoQ) จากยอดขาย และอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น เพราะมีคำสั่งซื้อที่แข็งแกร่งที่เกี่ยวข้องกับ data centers

นอกจากนี้ คาดกำไรปกติของ DELTA จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2569 จากการเติบโตในระดับสองหลักที่สูงกว่าบริษัทอื่น ๆ ในกลุ่ม แม้ว่าโมเมนตัมยอดขายจะแผ่วลงในปี 2569 แต่ product mix ที่ดีของ DELTA น่าจะช่วยหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ได้ปรับลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็น “น้อยกว่าตลาด” จากเดิม “เท่ากับตลาด” แม้จะคาดว่า DELTA จะได้อานิสงส์จากแนวโน้มกระแสโลก แต่ราคาหุ้นน่าจะตอบรับประเด็นนี้ไปแล้ว และราคาหุ้นอยู่ในระดับที่แพงแล้ว

ขณะที่แหล่งข่าวจากบริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) กล่าวว่า กรณีที่หุ้นบริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ถูกถอดออกจากดัชนี SETESG ในการทบทวนรอบครึ่งแรกปี 2569 ซึ่งในส่วนของกองทุนประเภท Passive Fund ที่อ้างอิงดัชนีดังกล่าว มีการเตรียมปรับพอร์ตขายหุ้น DELTA ออก

“กองทุน Passive Fund ที่อ้างอิงดัชนี SET ESG ต้องขายหุ้น DELTA ออก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเทขายทันทีทั้งหมดในวันเดียว โดยกรอบเวลาจะเกิดขึ้นในช่วงก่อนดัชนีใหม่จะมีผล หรืออาจเป็นสัปดาห์สุดท้ายของปลายปี 2568 และต่อเนื่องต้นปี 2569” แหล่งข่าว กล่าว

แหล่งข่าว บลจ. กล่าวอีกว่า การประเมิน ESG Rating จะดำเนินการปีละ 1 ครั้ง ส่วนกรณีของหุ้น DELTA ทางบริษัทฯ เขาไม่ได้ยื่นขอเข้ารับการประเมินในรอบที่จะนำผลไปใช้สำหรับปี 2569 ขณะที่การจัดทำ SETESG Index ซึ่งนำหุ้นที่ผ่าน ESG Rating มาเป็นส่วนประกอบ จะมีการทบทวนปีละ 2 ครั้ง ดังนั้น การที่หุ้น DELTA ไม่มี ESG Rating ย่อมทำให้ถูกถอดออกจากดัชนีฯ และส่งผลต่อกองทุน ESG ที่อ้างอิงดัชนีดังกล่าว

ทั้งนี้ ในเชิงผลกระทบต่อแรงขาย หากพิจารณามูลค่า NAV ของกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) ณ เดือนตุลาคม อยู่ที่ประมาณ 75,000 ล้านบาท (รวมทั้งตราสารทุนและตราสารหนี้) ทั้งนี้ หากกองทุนถือหุ้น DELTA ในสัดส่วนสูงสุดตามเกณฑ์ที่ไม่เกิน 5% จะคิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,750 ล้านบาท

Back to top button