RPC กำจัดความเสี่ยง.!?

ถ้าพูดถึง บมจ.อาร์พีซีจี หรือ RPC หรือที่นักลงทุนในยุคอนาล็อกรู้จักกันดีในชื่อ บมจ.ระยองเพียวริฟายเออร์ หรือ RPC ถือเป็นหุ้นพลังงานอีกตัวที่มีตำนานให้โจษจัน


ถ้าพูดถึงบริษัท อาร์พีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ RPC หรือที่นักลงทุนในยุคอนาล็อกรู้จักกันดีในชื่อ บริษัท ระยองเพียวริฟายเออร์ จำกัด (มหาชน) หรือ RPC (เข้าตลาด 24 พ.ย. 2546 ด้วยไอพีโอ 27 บาท) ถือเป็นหุ้นพลังงานอีกตัวที่มีตำนานให้โจษจัน แต่ถ้าจะให้เล่าประวัติของ RPC ฉบับเต็มนั้น ใช้พื้นที่ 3 หน้ากระดาษ A4 ก็ไม่จบหรอก งั้นเอาแบบฉบับย่อเรื่องละกัน… 

RPC เป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดยอดีตคนของปตท. เมื่อ 30 ปีที่แล้ว หรือในปี 2538 โดยมีต้นน้ำคือโรงกลั่นระยองเพียว และปลายน้ำเป็นสถานีบริการน้ำมันเพียวไทย ในตอนนั้น RPC ได้ทำสัญญาซื้อขายวัตถุดิบคอนเดนเสทเรสซิดิว กับปตท.ซึ่งผลิตโดยบริษัท ปตท. อะโรเมติกส์ และการกลั่น จำกัด (มหาชน) (ปัจจุบันคือบริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC)

กระทั่งในเวลาต่อมาด้วยเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยมากขึ้น ทำให้การใช้คอนเดนเสทเรสซิดิวสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าการผลิตน้ำมันหนัก เช่น ดีเซล น้ำมันเตา และขายไปทำยางมะตอย เลยเป็นที่มาให้กลุ่มปตท.บอกเลิกสัญญา RPC เพื่อนำคอนเดนเสทเรสซิดิวมาสร้างมูลค่าเพิ่มเอง และถือเป็นจุดหายนะของ RPC ก็ว่าได้…

ตอนนั้นเกิดการฟ้องร้องกันไปมา โดย RPC ฟ้องปตท. …ปตท.ก็ฟ้อง RPC สุดท้ายก็เจ๊ากันไป แต่ที่แน่ ๆ ทำให้โรงกลั่นระยองเพียวเจ๊งไม่เป็นท่า ส่วนที่ยังคงอยู่คือ ปั๊มน้ำมันเพียวไทย ซึ่งบริหารโดยบริษัทลูกที่ชื่อบริษัท เพียวพลังงานไทย จำกัด (PTEC) หรือชื่อเดิมบริษัท โยธินปิโตรเลียม จำกัด

ขณะที่บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC เจ้าของโรงกลั่นและปั๊มน้ำมัน “คาลเท็กซ์” คงไม่อยากทำปลายน้ำเองแล้ว ในช่วงปี 2567 ก็เลยดึง RPC มาเป็นพันธมิตร โดยเปลี่ยนปั๊มน้ำมันเพียวไทย มาเป็นปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์แทน

แต่เนื่องจากสัญญาเช่าพื้นที่ในการทำปั๊มน้ำมันจะครบกำหนดภายในอีก 3 ปี และอาจมีความเสี่ยงในการต่อสัญญาและการปรับเพิ่มค่าเช่า ขณะที่ PTEC มีสัญญาดำเนินธุรกิจกับคู่ค้าระยะยาวอย่างน้อย 15 ปี เลยเป็นที่มาของการจำกัดความเสี่ยง จากเดิมที่เช่าพื้นที่อยู่ ก็ซื้อพื้นที่เป็นเจ้าของซะเลย..!!

โดย PTEC จะดำเนินการซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากบริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) หรือ SAMCO ย่านสะพานสูง กรุงเทพมหานคร จำนวน 3 โฉนด มูลค่ารวม 48.37 ล้านบาท ภายในวันที่ 30 ธ.ค. 2568 นี้ 

อย่าลืมสิว่า RPC เคยมีบทเรียนครั้งใหญ่ที่จำไปจนวันตายจากการยืมจมูกคนอื่นหายใจมาแล้ว ซึ่งมันไม่ยั่งยืน…เลยต้องยึดหลักอตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนละมั้ง…

ที่จริงดีลนี้ก็ไม่ใช่ของคนอื่นไกล เป็นการซื้อสินทรัพย์จากบริษัทในเครือ เนื่องจาก RPC เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งของ SAMCO ในสัดส่วน 48.25%

ขณะที่เมื่อก่อนปั๊มน้ำมันแบรนด์นอกจะแข่งกัน 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ ปั๊มเอสโซ่ ปั๊มเชลล์ และปั๊มคาลเท็กซ์ ซึ่งชัดเจนทาร์เก็ตจะเป็นรถระดับพรีเมียม แต่หลังจากปั๊มเอสโซ่หายไป (ถูกปั๊มบางจากกลืนกิน) ก็เหลือแค่ 2 แบรนด์ คือ ปั๊มเชลล์กับปั๊มคาลเท็กซ์ ที่ฟาดฟันกัน ซึ่งมาช่วงหลัง ๆ จะแข่งกันปรับโฉมให้ปั๊มดูทันสมัยไฉไลกว่าเดิม แล้วจากที่ขายน้ำมันอย่างเดียว ก็เพิ่ม Non-Oil เข้ามามากขึ้น

งั้นเท่ากับว่า การปิดความเสี่ยงของ  RPC ครั้งนี้ อันดับแรก จะช่วยซีเคียวในการต่อสัญญาใช้แบรนด์ปั๊มคาลเท็กซ์ ถัดมาจะช่วยลดภาระค่าเช่าพื้นที่ รวมทั้งการเพิ่มรายได้จากธุรกิจ Non-Oil ก็จะทำได้ง่ายขึ้น

ทำให้จากนี้ไป RPC สามารถระดมสรรพกำลังไปมุ่งสร้างการเติบโต โดยไม่ต้องพะว้าพะวงกับการต่อสัญญาและค่าเช่า…

ส่วนในมุมของ SAMCO ก็ได้เงินเข้ามาเติมสภาพคล่อง 48.37 ล้านบาท ในยามที่เงินสดคือพระเจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์… 

ส่วนจะนำไปใช้อะไร..?? จะคืนความสุข…จ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นมั้ย..??

หนูไม่รู้จริง ๆ…

…อิ อิ อิ…

Back to top button