
พาราสาวะถี
อ่านสถานการณ์การเมืองผ่านการฝ่าด่านนิติสงคราม หลุดพ้นคมดาบจากศาลรัฐธรรมนูญได้ของ ภูมิธรรม เวชยชัย และ พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง
อ่านสถานการณ์การเมืองผ่านการฝ่าด่านนิติสงคราม หลุดพ้นคมดาบจากศาลรัฐธรรมนูญได้ของ ภูมิธรรม เวชยชัย และ พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง จากการถูกคณะ สว.ร้องให้เอาผิดด้วยข้อกล่าวหาแทรกแซงอำนาจและการทำหน้าที่ของกกต.ในการดำเนินคดีฮั้วเลือกสว. ไม่เพียงแต่เป็น ภาพสะท้อนไปถึงอนาคตของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง แต่ยังอาจมองไปถึงการคงอยู่ของ สว.ชุดปัจจุบันด้วยว่า จะทำงานรับใช้ฝ่ายการเมืองที่มีความแนบชิดต่อไปหรือไม่
การไม่ฟันทั้งเสี่ยอ้วนและบิ๊กวี ย่อมส่งผลในทิศทางที่เป็นบวกกับพรรคเพื่อไทยและประชาชาติ ในฐานะสองพรรคร่วมรัฐบาลก่อนหน้า ขณะเดียวกันอาจเป็นสัญญาณส่งกลับไปยัง พรรคที่ได้รับการหนุนหลังจากพลังวิเศษ สายตรงอนุรักษ์นิยม กระบวนการที่ดำเนินการกันอยู่ภายใต้การกุมอำนาจรัฐ ด้วยความคาดหวังว่าจะเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบ และนำทัพเข้าวินเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลได้อย่างสง่างามนั้น ไม่เป็นไปตามคาด ดังนั้น จึงจำเป็นที่ฝ่ายถือหางต้องเลือกทางหนึ่งทางใด ระหว่าง ดันก้นให้คนและพรรคที่ไม่น่าจะชนะเลือกตั้งได้ กับเดินเกมทำสงครามข่าวสารเพื่อปกป้องรัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจอย่างเต็มที่
หลังจากคำนวณความคุ้มค่าแล้ว ฝ่ายอนุรักษ์นิยมเลือกที่จะเทสรรพกำลังไปที่การปลุกเร้าผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนไม่เห็นชอบในการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูทั้งฉบับ แผนที่วางกันไว้อ่านผ่านประเด็นชวนถกเถียงอยู่เวลานี้แทบจะทุกเวทีดีเบตคือ แก้หรือไม่แก้มาตรา 112 พ่วงด้วยพรรคการเมืองไหนจะแตะหมวด 1 และหมวด 2 ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งฟันธงได้เลยว่า ช่วงโค้งสุดท้ายจะมีการรณรงค์ให้คนเห็นว่า ถ้าเห็นชอบให้มีการแก้ไขจะเป็นอันตรายต่อทั้งสองหมวดที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน
ใช้เรื่องอ่อนไหวเป็นชนวนจุดกระแสให้คนเกิดความหวั่นไหว ในส่วนของพรรคการเมือง แม้ส่วนใหญ่จะเห็นว่าต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่นั่นไม่สำคัญเท่าการได้เข้าสู่อำนาจบริหารบ้านเมือง เมื่อสองพวกหรือความจริงอาจเป็นพวกเดียวกัน มองไปที่การรักษาผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย นั่นจึงทำให้ พลังที่อุ้มสมเลือกที่จะไม่ดันก้นคนที่มั่นใจสุด ๆ ก่อนหน้านี้ โดยปล่อยให้เป็นเรื่องของการแข่งขัน ช่วงชิงกันเองในสนามเลือกตั้ง วัดกันที่ความชื่นชอบของประชาชนเอง
พอปล่อยให้เกมการแข่งขันเดินไปตามครรลองที่ควรจะเป็น พรรคที่หวังจะใช้พลังวิเศษเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายจึงออกอาการเหวอ เหล่าบ้านใหญ่ที่กระโดดมาร่วมชายคาจากที่ถูกดูดด้วยข้อเสนอที่รับกันไปก่อนแล้ว พ่วงด้วยพลังกระสุนที่พร้อมสาดเต็มที่ในทุกพื้นที่ที่คิดว่าสูสี มาถึงตรงนี้กลับพบว่า กระสุนเริ่มด้าน ที่ตกลงกันไว้ไม่มาตามนัด เป็นผลให้บรรดาหัวคะแนนในพื้นที่เริ่มไม่พอใจ บางส่วนหันหัวเรือไปช่วยสนับสนุนผู้สมัครจากพรรคที่คาดว่าจะได้เข้าสู่อำนาจบริหารแทน
อย่างที่บอกไปกระแสโพลที่ปรากฎตามสื่อ ซึ่งชี้ไปในทิศทางที่ว่าแดนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ออกนำคู่แข่ง โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล จากภูมิใจไทย และ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ของเพื่อไทย ไล่ตามมานั้น ความจริงโพลที่ไม่ถูกเปิดเผยคะแนนกลับข้างกัน คนของพรรคสีแดงขึ้นไปรั้งอันดับ 1 เสี่ยเท้งของพรรคส้มอยู่อันดับสอง และเสี่ยหนูรั้งอันดับสาม ขณะที่เสียง สส.ที่คาดว่าจะได้รับเลือกนั้น พรรคนายใหญ่นำโด่ง ตามมาด้วยพรรคสุดโต่งและพรรคสีน้ำเงิน
ตัวเลขจากโพลที่ไม่เปิดเผยนั้น ลุ้นกันถึงขนาดที่ว่าเพื่อไทยจะแลนด์สไลด์หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องยาก และแน่นอนว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยมไม่มีทางที่จะปล่อยให้เป็นเช่นนั้น นั่นเท่ากับว่า จะไม่มีโอกาสในการต่อรองใด ๆ กับพรรคนายใหญ่ หรือเป็นฝ่ายคุมเกมเหมือนคราวเกิดรัฐบาลพลิกขั้วที่เพื่อไทยยอมเป็นพรรคตระบัดสัตย์ แต่สุดท้ายนายกฯ ทั้งสองคนของพรรคก็ไปไม่รอด และไม่ได้รับความคุ้มครองเหมือนที่อำนาจสั่งการเคยตกปากรับคำไว้แต่อย่างใด
ดังนั้น ภายใต้สถานการณ์ที่กระแสจากเดิมคาดว่าความระส่ำระสายของพรรคสีแดง ที่ต้องมีการถ่ายเลือด และถูกดูดตัวความหวังหลายรายไปนั้น ประกอบกับการที่นายใหญ่ไม่ได้อยู่เป็นผู้บัญชาเกมการชิงชัย จึงไม่น่าจะมีน้ำยามาสู้รบปรบมือกับพรรคที่อนุรักษ์นิยมถือหางได้ ซึ่งผิดคาดการได้ตัวแคนดิเดตนายกฯ อย่างอาจารย์เชนมาชูธงนำ แม้ช่วงเปิดตัวจะถูกลองของด้วยการตีปมเป็นคนในเครือข่ายตระกูลชินวัตร แต่จากประวัติและผลงานในแวดวงวิชาการ และการวางตัวในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง กลับเรียกคะแนนนิยมให้กับพรรคนายใหญ่ชนิดดีวันดีคืน
เมื่อทุกอย่างตาลปัตร ต่อให้มีกลไกอำนาจรัฐและกระสุนที่พร้อมสาดไม่อั้นก็ไม่อาจทานกระแสได้ ทางเลือกที่ต้องทำคือ รีบทบทวนแผนและเร่งเจรจาเพื่อ อย่างน้อยให้ยังคงหลงเหลืออิทธิพล บารมีในการที่จะมีส่วนร่วมกับคณะบริหารบ้านเมืองหลังเลือกตั้งได้ ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามสกัดเพื่อไทยไม่ให้เกิดการแลนด์สไลด์ จึงเป็นที่มาของการเลือกเป้าที่จะระดมกระสุนซึ่งผู้สมัครของเพื่อไทยไม่แข็งแรง โดยหวังว่าคนของพรรคที่สนับสนุนจะคว้าเก้าอี้สส.เข้าสภาได้
เพื่อไทยจากบทเรียนที่เคยพลาดท่าปราชัยให้กับพรรคส้มครั้งที่ผ่านมา ได้มีการสรุปข้อผิดพลาด และเดินเกมอย่างรัดกุม วางแนวป้องกันทุกช่องทาง ลึกลงไปถึงในระดับพื้นที่ เพื่อป้องกันการตลบหลัง เล่นเกมสาดโคลนช่วงโค้งสุดท้าย ตรงนี้จึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ หาก 7 วันสุดท้ายบรรยากาศการหาเสียงยังเป็นไปเหมือนอย่างที่เห็นกันอยู่ ณ ปัจจุบัน นั่นหมายความว่า ทุกอย่างที่ระดับนำคุยกันไว้ได้บทสรุปที่ลงตัว ขณะที่พรรคสีส้มจนถึงขณะนี้ ยังมีกังขาของผู้สนับสนุนอยู่ว่า สรุปแล้ว จะสู้ตามแนวทางที่เคยเดิน หรือต้องเปลี่ยนเป็นคนละคน ตามแนวทาง Grand Compromise ที่ผู้นำทางจิตวิญญาณได้ประกาศไปก่อนหน้า
อรชุน