
3 แบงก์จะขายหุ้น THAI ไหม
4 กุมภาพันธ์ 2569 จะมีหุ้นของ “บมจ.การบินไทย” (THAI) ที่ได้รับจัดสรรจากการ “แปลงหนี้เป็นทุน” และ “หุ้นเพิ่มทุน” ภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการ
4 กุมภาพันธ์ 2569 จะมีหุ้นของ “บมจ.การบินไทย” (THAI) ที่ได้รับจัดสรรจากการ “แปลงหนี้เป็นทุน” (ต้นทุน 2.5452 บาทต่อหุ้น) และ “หุ้นเพิ่มทุน” (ต้นทุน 4.48 บาทต่อหุ้น) ภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการ จะทยอยพ้นระยะเวลาห้ามขายหุ้น (Lock-up period) จำนวน 6,600 ล้านหุ้น
หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 23-25% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด
ส่วนอีกรอบคือ วันที่ 4 สิงหาคม 2569 เป็นหุ้นส่วนที่เหลืออีกกว่า 19,800 ล้านหุ้น จะพ้น Silent Period ตามเกณฑ์ 1 ปีนับจากวันที่หุ้นกลับเข้าซื้อขาย (4 สิงหาคม 2568)
ทว่า ประเด็นที่นักลงทุนเฝ้าติดตามกันคือ ยอดหุ้น 6,600 ล้านหุ้นในวันที่ 4 กุมภาฯ นี้
จำนวนหุ้นดังกล่าว ถือโดยนักลงทุนสถาบันหลายกลุ่ม รวมถึงนักลงทุนรายย่อยด้วย
เมื่อบีบให้แคบลงมาของกลุ่มที่ถือหุ้น (จากการแปลงหนี้เป็นทุน) จะมีอยู่ 2 กลุ่มที่ต้องจับตาคือ “กลุ่มสหกรณ์” ต่าง ๆ และอีกกลุ่มคือ กลุ่มเจ้าหน้าสถาบันการเงิน (หลัก) ที่มีอยู่ 3 ธนาคาร คือ
1.ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL จำนวน 2,403,379,062 หุ้น คิดเป็น 8.49%
2.ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB จำนวน 1,317,461,447 หุ้น คิดเป็น 4.65%
3.ธนาครทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB จำนวน 579,955,895 หุ้น คิดเป็น 2.05%
ธนาคารทั้ง 3 แห่งถือหุ้นรวมกันในการบินไทยประมาณ 15.1% ส่วนของกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ต่าง ๆ นั้น (87 แห่ง) มีสัดส่วนรวมกันประมาณ 22%
ล่าสุด สหกรณ์ออมทรัพย์และสินเชื่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (EGAT) ได้ออกแถลงการณ์ในนามของสหกรณ์ 87 แห่งทั่วประเทศ ด้วยการบอกว่า ไม่มีความประสงค์ที่จะขายหุ้นที่ถืออยู่ในการบินไทย โดยสหกรณ์ทั้ง 87 แห่งถือหุ้นรวมกัน 6,230,287,551 หุ้น คิดเป็นประมาณ 22% ของหุ้นที่ออกจำหน่ายทั้งหมด
ก่อนหน้านี้ ทั้งสื่อมวลชนและนักวิเคราะห์ต่างพยายามถามถึงท่าที่ของนายแบงก์ทั้ง 3 ธนาคารดังกล่าวว่า จะมีแพลนต่อหุ้นการบินไทยที่ถืออยู่ไว้อย่างไร
แน่นอนว่า เป็นคำถามที่เราต่างทราบกันดีว่า บรรดาแบงก์เกอร์ไม่ทราบให้คำตอบที่ตรง ๆ ได้
หรืออย่างมากจะตอบแบบ “กว้าง ๆ” ไว้ก่อน เพราะจะมีผลต่อราคาหุ้นการบินไทย และอาจจะผิดกับกฏเกณฑ์ของ สำนักงาน ก.ล.ต.ด้วย
หากพิจารณาตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่กำหนดไม่ให้ธนาคารเข้าไปถือหุ้นในกิจการที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก (ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเงิน) นั้น จะต้องถือในสัดส่วนที่ไม่สามารถมีอำนวจควบคุมได้
ส่วนหุ้นที่เข้าไปถือจากการ “ปรับปรุงโครงสร้างหนี้” จะต้องลดสัดส่วนลงตามระยะเวลาที่กำหนด
หากพิจารณาจากข้อกำหนดข้างบน นั่นแสดงว่า เมื่อถึงเวลาหนึ่ง ทางแบงก์เกอร์ จะต้องตัดสินใจขายหุ้นที่ได้จากการปรับโครงสร้างหนี้ออกมา
ซึ่งในกรณีของ 3 ธนาคารที่เข้าถือหุ้นการบินไทย ก็คงเลี่ยงไม่ได้กับการที่จะต้องขายหุ้นออกมาเช่นกัน
ยิ่งโดยเฉพาะหุ้นที่ธนาคารเข้าถือ (แปลงหนี้เป็นทุน) หากมีกำไร นั่นคือ “จะต้องขาย” เพียงแต่ว่า จะขายช่วงเวลาไหน เข้าใจว่าแต่ละธนาคาร จะมองโอกาส และเวลาที่เหมาะสมแตกต่างกันไป
หากจะถามว่า แล้วเวลานี้เหมาะสมหรือยัง
คำตอบถือ หากพิจารณาในเรื่องของอัตรากำไรของหุ้นที่ได้จากการแปลงหนี้เป็นทุน ก็ถือว่า “เหมาะสม”
แต่ประเด็นที่ต้องพิจารณาถัดมาคือ เมื่อได้เงินมาแล้ว เงินนั้น ๆ จะส่งผลอย่างไรต่อสถานภาพในงบการเงินของธนาคาร ท่ามกลางที่ธนาคารทุกแห่งกำลังเผชิญกับ “สภาพคล่องในระดับสูง”
ดังนั้น เมื่อมีเงินก้อนใหม่เข้ามายิ่งมาก อาจทำให้การจัดการเรื่องสภาพคล่องยิ่งยากขึ้น
จึงประเมินว่า ขณะนี้อาจจะยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่ธนาคารจะขายออกมา ยกเว้น แบงก์กรุงไทย ที่นักวิเคระห์ ทิสโก้ ประเมินว่า อาจจะ “ทยอยขายหุ้น” ออกมาบางส่วน ด้วยเหตุผลว่ากรุงไทย มีการบันทึกเป็นการลงทุนที่จัดอยู่ในประเภทมูลค่ายุติธรรมตามกำไรและขาดทุน
ส่าวน BBL กับ TTB จัดประเภทการถือหุ้นเป็นมูลค่ายุติธรรมตามรายได้เบ็ดเสร็จอื่น
มีการวิเคราะห์ด้วยว่า หากกรุงไทย ทยอยขายหุ้นออกมาจริง เชื่อว่าไม่ส่งผลต่อราคาหุ้นการบินไทยดิ่งลง
เพระรูปแบบการขายน่าจะค่อย ๆ “หยอด” ออก มากกว่าจะเทขายแบบไม้เดียว