GOLD เก็งกำไรปีนี้ดีกว่าปีก่อน วางแผนเปิด 15 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 1.63 หมื่นลบ.

GOLD คาดกำไรปีนี้ดีกว่าปีก่อน-อัตรากำไรสุทธิเพิ่มเป็น 8-9% จาก 7.68%ปีก่อน วางแผนเปิด 15 โครงการใหม่ปีนี้ มูลค่ารวม 1.63 หมื่นลบ. เปิดขายกอง REIT มูลค่า 1 หมื่นลบ.มี.ค.นี้ เริ่มรับรู้กำไร Q2/59 เล็งออกหุ้นกู้ 3 พันลบ. อายุ 7 ปีราวปลาย Q2/59-ต้น Q3/59 ใช้รีไฟแนนซ์


นายธนพล ศิริธนชัย ประธานอำนวยการ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GOLD เปิดเผยว่า บริษัทคาดกำไรสุทธิในปี 59 จะดีกว่าปีก่อนที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 661.47 ล้านบาท ตามรายได้ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาที่ 9.77 พันล้านบาท จาก 8.59 พันล้านบาทในปีก่อน ประกอบบริษัทจะรับรู้กำไรจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลเด้นเวนเจอร์ (Golden Ventures REIT) ที่กำลังจะจัดตั้งขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ (SG&A) ในปีนี้มีแนวโน้มทรงตัวจากปีก่อน  ทำให้คาดว่าอัตรากำไรสุทธิปีนี้จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 8-9% จากปีก่อนที่ 7.68%

สำหรับรายได้รวมในปีนี้จะมาจากรายได้การขายอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย 8.6 พันล้านบาท โดยจะรับรู้รายได้จากมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) ในปีนี้ทั้งหมดเกือบ 4 พันล้านบาท นอกจากนี้ยังมีรายจากได้ค่าเช่าอาคารสำนักงานและโรงแรมในปีนี้ 1.02 พันล้านบาท และรายได้อื่นๆอีก 147 ล้านบาท

ด้านยอดขายในปีนี้บริษัทตั้งเป้าอยู่ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนทำได้ 1.35 หมื่นล้านบาท พร้อมกับมีแผนการเปิดโครงการใหม่จำนวน 15 โครงการ มูลค่ารวม 1.63 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น โครงการทาวน์เฮาส์และบ้านแฝด 10 โครงการ โครงการบ้านเดี่ยว 5 โครงการ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาบริษัทเปิดโครงการไปแล้ว 2 โครงการ มูลค่าโครงการเกือบ 2 พันล้านบาท และบริษัทยังมีโครงการที่อยู่ในสต็อกซึ่งอยู่ระหว่างรอขายและส่งมอบอีก 2 พันล้านบาทในสิ้นปี 58 ซึ่งปัจจุบันขายออกไปแล้วราว 1 พันล้านบาท

“แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกทั้งตัวรายได้และกำไรเราก็คาดว่าจะออกมาดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐยังไม่สิ้นสุด ซึ่งส่งผลดีกับเราด้วย โดยเฉพาะตัวโครงการแนวราบที่ในช่วงที่ผ่านมาขายสต็อกออกไปได้แล้วราว 1 พันล้านบาทจากสิ้นปีทีเรามีอยู่ 2 พันล้านบาท และเราเปิดโครงการไปอีก 2 โครงการในไตรมาสแรก ซึ่งมากกว่าการเปิดในปีก่อน ทำให้เรามองแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาสแรกจะดีกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน”นายธนพล กล่าว

ส่วนงบลงทุนลงทุนรวมในปีนี้บริษัทตั้งไว้ที่ 6 พันล้านบาท แบ่งเป็นงบสำหรับการซื้อที่ดิน 3 พันล้านบาท และงบก่อสร้างอีก 3 พันล้านบาท โดยงบลงทุนนั้นส่วนหนึ่งจะมาจากเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนให้กับบริษัท เฟรเซอร์ พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด (FPHT) จำนวน 685.7 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 7.25 บาท โดยบริษัทได้รับเงินจากการเพิ่มทุนครั้งนี้ 5 พันล้านบาท ซึ่งจะใช้เป็นงบลงทุน และส่วนที่เหลือจะเป็นเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินและกระแสเงินสดของบริษัท

สำหรับความคืบหน้าของการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลเด้นเวนเจอร์ เพื่อลงทุนในสิทธิการเช่าช่วงที่ดินและสัญญาเช่าพื้นที่ระยะยาวอาคารสำนักงานทั้ง 2 แห่ง ได้แก่ อาคารปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ และอาคารสาทร สแควร์ มีพื้นที่ให้เช่ารวมกันประมาณ 100,000 ตารางเมตร มูลค่ากอง 1 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะสามารถเสนอขายกองได้ในเดือนมี.ค.นี้ โดยภายในสัปดาห์นี้จะประกาศรายละเอียดการเสนอขายกองดังกล่าวออกมา และหลังจากการขายกองดังกล่าวแล้ว บริษัทคาดว่าจะสามารถบันทึกกำไรเข้ามาได้ภายในไตรมาส 2/59 เป็นต้นไป ซึ่งบริษัทจะรับรู้กำไรปีละ 130 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 24.5 ปี ทั้งนี้เงินที่ได้จากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนดังกล่าว บริษัทจะนำไปทยอยคืนหนี้สถาบันการเงิน

อย่างไรก็ตามการขยายขนาดกอง Golden Ventures REIT ในอนาคต บริษัทจะมีการพิจารณานำ โครงการ FYI Center เข้าเป็นสินทรัพย์อ้างอิง หากมีความเหมาะสมในเรื่องเงื่อนไขการขายสินทรัพย์เข้ากองทุน โดยโครงการ FYI Center ตั้งอยู่ตรงข้ามศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มูลค่าโครงการ 5 พันล้านบาท ปัจจุบันมีอัตราการเช่าแล้ว 64% โดยจะเริ่มเปิดให้ผู้เช่ากลุ่มแรกทยอยเข้าไปได้ในตั้งแต่ช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย.นี้

นอกจากนี้บริษัทจะนำเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นในเดือนเม.ย.นี้เพื่อออกหุ้นกู้วงเงินไม่เกิน 7 พันล้านบาท อายุ 7 ปี ซึ่งในปีนี้บริษัทวางแผนจะออกหุ้นกู้ 1 ครั้ง ในช่วงปลายไตรมาส 2/59 หรือไตรมาส 3/59 ในวงเงิน 2-3 พันล้านบาท เพื่อนำเงินที่ได้ไปใช้คืนหนี้เงินกู้สถาบันทางการเงินที่มีอยู่กว่า 2.4 พันล้านบาท

สำหรับทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้มองว่ายังเป็นช่วงที่ดี โดยส่วนหนึ่งมาจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐที่ช่วยส่งเสริมและเร่งการโอนโครงการต่างๆอย่างเห็นได้ชัด ส่วนอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของบริษัทในช่วงที่ผ่านมาถือว่ายังทรงตัวจากปีก่อนที่ 30-40% แต่บริษัทยังไม่ได้มีความกังวลมากนัก เนื่องจากหากมีลูกค้าที่โดนปฏิเสธสินเชื่อแล้วก็ยังจะมีลูกค้ารายต่อไปที่สนใจเข้ามาซื้อต่อ เนื่องจากความต้องการโครงการแนวราบในระบบยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง

Back to top button