
TFG วิ่งยาว 6 วันพุ่ง 14% เก็งงบ Q4 โต รับราคา “หมู-ไก่” ฟื้น โบรกชูเป้าสูง 6.70 บาท
TFG บวก 6 วันติดพุ่งกว่า 14% นักลงทุนเข้าซื้อเก็งงบไตรมาส 4/68 เติบโตต่อเนื่อง รับราคาหมู-ไก่ฟื้นตัวต่อเนื่อง ฟากโบรกชูเป้าสูง 6.70 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (19 ธ.ค.68) ราคาหุ้น บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG ณ เวลา 15:07 น. อยู่ที่ระดับ 5.15 บาท บวก 0.17 บาท หรือ 3.41% สูงสุดที่ระดับ 5.20 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 4.98 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 123.98 ล้านบาท
โดยราคาหุ้น TFG ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 คิดเป็นการปรับตัวขึ้นมากว่า 0.63 บาท หรือ 13.94% นับตั้งแต่ราคาปิดที่ระดับ 1.52 บาท เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.68
ด้าน นายเพชร นันทวิสัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ TFG เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า แนวโน้มในช่วงไตรมาส 4/2568 ยังดำเนินการไปได้ดีตามแผนงานที่วางไว้ และอยู่ระหว่างการสรุปตัวเลขภาพรวมทั้งไตรมาส เนื่องจากสามารถบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบได้ค่อนข้างดี บวกกับราคาหมู และราคาไก่ มีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นผลมาจากความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีในประเทศไทย และโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ที่ระบาดในประเทศเวียดนาม
ทั้งนี้ราคาหมูในประเทศเวียดนาม มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 61,000 ดองต่อกิโลกรัม จากจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 3/2568 ที่ 45,000 ดองต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาหมู่ในประเทศไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 68 บาทต่อกิโลกรัม จากจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 3/2568 ที่ 50 บาทต่อกิโลกรัม
ส่วนต้นทุนวัตถุดิบโดยรวมเป็นแนวโน้มขาลง ทั้งราคากากถั่วเหลือง และราคาข้าวโพด ซึ่งมองว่าราคาน่าจะลดลงต่อเนื่องถึงครึ่งปีแรกของปี 2569 เนื่องจากผลผลิตที่ออกมาเยอะ และราคาน่าจะถูกกดดันจากการเตรียมเปิดนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ
ขณะที่ผลการดำเนินงานของธุรกิจค้าปลีก หรือ “ไทย ฟู้ดส์ เฟรซ มาร์เก็ต” ยังดีต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีสาขาเปิดให้บริการรวมอยู่ที่ 580 สาขา และสิ้นเดือนธันวาคม 2568 จะมีสาขาเปิดให้บริการรวมประมาณ 615 สาขา จากปี 2567 ที่มีสาขาเปิดให้บริการรวม 430 สาขา ส่วนผลการดำเนินงานในปี 2569 มั่นใจว่าจะขยายตัวได้ดีเช่นกัน เนื่องจากมีแผนทยอยเปิดให้บริการสาขาใหม่เพิ่มเป็น 850 สาขา ซึ่งปัจจุบันมีที่ดิน ทำเลศักยภาพสูงไว้รองรับแล้วเกิน 50% ของสาขาที่จะเปิดเพิ่มทั้งหมด
สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 2569 น่าจะเป็นอีกหนึ่งปีที่ดี โดยตั้งเป้าหมายมีรายได้รวมเกินระดับ 80,000 ล้านบาท เติบโต 10-15% เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่คาดว่าจะมีรายได้รวมอยู่ที่ 72,000-73,000 ล้านบาท จากปี 2567 ที่มีรายได้รวม 66,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มีรายได้รวมแล้ว 55,101 ล้านบาท เนื่องจากมีแผนที่จะเร่งขยายในส่วนของธุรกิจค้าปลีกมากขึ้น และธุรกิจในเวียดนามที่คิดเป็นสัดส่วน 12-13% ของรายได้รวม จะได้ผลดีจากราคาหมูที่ปรับตัวสูงขึ้น
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนะนำ “ซื้อ” หุ้น TFG ให้ราคาเป้าหมายพื้นฐานที่ราคา 6.70 บาทต่อหุ้น เนื่องจากมีมุมมองเชิงบวกต่อ TFG จากแนวโน้มของราคาสุกรในประเทศอาจปรับตัวขึ้น จากอุปสงค์ปศุสัตว์ในประเทศจะเร่งตัวขึ้นในช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีน ขณะที่ต้นทุนอย่างกากถั่วเหลืองในไตรมาส 4/2568 ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 22.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่หนุนให้อัตรากำไรขั้นต้น(GPM) ในไตรมาส 4/2568 มีการฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนหน้าตามราคาหมูที่ฟื้นตัว นอกจากนี้ผู้บริหารคาดการณ์ว่าการเติบโตของยอดค้าปลีกจะอยู่ที่ 30% ในปี 2569 โดยมีเป้าหมายจำนวนสาขาที่ 850 สาขา ภายในสิ้นปี 2569 ซึ่งจะช่วยหนุนให้รายได้ และกำไรยังคงเติบโตต่อเนื่อง
ส่วนบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แนะนำ “ซื้อ” หุ้น TFG ให้ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 6.50 บาทต่อหุ้น เนื่องจากราคาปัจจุบันซื้อขายบน PER ปี 2569 เพียง 5.1 เท่า ถูกสุดในกลุ่ม บนประมาณการที่มี Upside และคาดเงินปันผลจ่ายงวดปี 2568 ที่ 0.30 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่ 6% ค่อนข้างสูง พร้อมทั้งปรับคาดการณ์เงินปันผลปี 2569 เป็น 0.47 บาทต่อหุ้น จากเดิม 0.31 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield ที่ 9.7% จากการปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) ขึ้นเป็น 50% ให้สอดคล้องกับ Guidance ของบริษัท จากกระแสเงินสดของบริษัทที่แข็งแกร่งขึ้นจากธุรกิจ Fresh market
ขณะที่ราคาหมูเวียดนามล่าสุดฟื้นตัวขึ้นมาเป็น 61,500 ดองต่อกิโลกรัม จากที่ทำระดับต่ำสุดช่วงปลายเดือน พฤศจิกายน 2568 ที่ราว 48,000 ดองต่อกิโลกรัม ปรับตัวเพิ่มขึ้น 30% และปรับขึ้นมาใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในไตรมาส 3/2568 ที่ 66,000 ดองต่อกิโลกรัม เป็นบวกโดยตรงต่อธุรกิจในเวียดนามของ TFG ซึ่งราคาหมูเวียดนามปรับขึ้น คาดมาจากปัจจัยหลัก 2 ประเด็น 1. ปัญหาพายุในเวียดนาม ช่วงก่อนหน้า (พายุคัลแมกี และพายุโคโตะ) กระทบการเลี้ยงหมูของเกษตรกรเวียดนาม และเป็นปัจจัยหนุนโรคระบาด และ 2. โรค ASF กลับมาระบาดอีกรอบ และเกษตรกรมีการเร่งขายหมูออกสู่ตลาดจากความกังวลเรื่องโรคระบาด ทำให้ราคาหมูเวียดนามช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ปรับลงแรง ทำระดับต่ำสุดของปีที่ราว 48,000 ดองต่อกิโลกรัม ซึ่งปัจจุบันปริมาณการเร่งขายของเกษตรกรชะลอลง และเริ่มเห็นผลกระทบของ Supply ในตลาดที่ได้รับผลกระทบของโรคระบาด ซึ่งคาดราคาหมูเวียดนามมีโอกาสทยอยฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569
ส่วนราคาหมูในประเทศฟื้นตัวต่อเนื่อง ล่าสุดสมาคมผู้เลี้ยงสุกรประกาศปรับขึ้นราคาหมูอีก 2 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 68-74 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาหมูหน้าฟาร์ม (อิงสำนักเศรษฐกิจการเกษตร) อยู่ที่ 65 บาทต่อกิโลกรัม ฟื้นจากที่ทำระดับต่ำสุดที่ 56 บาทต่อกิโลกรัม ในเดือน ตุลาคม 2568 และ คาดจะมีแนวโน้มปรับขึ้นได้ตามราคาประกาศของสมาคมฯ จาก Demand ในประเทศที่ดีขึ้น ตามปัจจัยฤดูกาล และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
ขณะที่แนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบแนวโน้มในไตรมาส 4/2568 ยังชะลอลงจากไตรมาส 3/2568 เล็กน้อย และบริษัทมีการล็อกราคาวัตถุดิบไว้บางส่วนราว 60% ของที่ต้องใช้ทั้งหมดในปี 2569 แล้ว โดยเฉพาะราคากากถั่วเหลืองที่มีการล็อกราคาไว้ที่ราว 13.5 บาทต่อกิโลกรัม (ปี 2568 เฉลี่ยที่ 15 บาทต่อกิโลกรัม) ส่วนข้าวโพดล็อกบางส่วนไว้ที่ราคา 8 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ภาพรวมแนวโน้มต้นทุนการเลี้ยงปี 2569 จะลดลงราว 5% เมื่อเทียบกับปี 2568 เป็นบวกต่อภาพอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของบริษัทให้ยืนระดับสูงเหนือ 15% ได้ไม่ยาก เราคาด GPM ปี 2569 ที่ 17.0% ลดลงจาก 22% ในปี 2568
ดังนั้นโดยรวมเราประเมินแนวโน้มกำไรปกติในไตรมาส 4/2568 เติบโตจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนจากราคาขายที่ฟื้นตัว และปริมาณขายคาดสูงขึ้นได้อานิสงส์จากการบริโภคในประเทศที่ดีขึ้น และแนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบการเลี้ยงที่ยังคงอยู่ระดับต่ำ

