
WHA-AMATA วิ่ง รับแผนรัฐปั้นฮับบันเทิง EEC 1.5 หมื่นไร่ ผุดดิสนีย์แลนด์-สปอร์ตคอมเพล็กซ์
WHA-AMATA วิ่งคึก! รับ“พิพัฒน์” เขย่า EEC จัดเต็ม 15,000 ไร่ ปั้นฮับเอ็นเตอร์เทนเมนต์โลก ชงบอร์ดอีอีซีลุย PPP ดึงดิสนีย์แลนด์-สปอร์ตคอมเพล็กซ์ยักษ์ 80,000 ที่นั่ง และศูนย์กลางความบันเทิง ผงาดบนทำเลทอง เชื่อมโครงข่ายคมนาคมชาติครบวงจร รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน จุดพลุเมกะโปรเจกต์เขย่าเศรษฐกิจ! ดันนิคม-รับเหมา-สนามบิน-โรงแรม รับทราฟฟิกทะลัก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (19 ก.พ.69) ราคาหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมบวกคึกนำโดย บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน)หรือ AMATA ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 19.80 บาท บวก 0.60 บาท หรือ 3.13% สูงสุดที่ระดับ 19.80 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 19.30 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 265.15 ล้านบาท
บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)หรือ WHA ณ เวลา 10:47 น. อยู่ที่ระดับ 4.44 บาท บวก 0.10 บาท หรือ 2.30% สูงสุดที่ระดับ 4.44 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 4.36 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 394.04 ล้านบาท
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า วานนี้ (18 กุมภาพันธ์ 2569) ตนได้หารือร่วมกับนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC เพื่อหารือความคืบหน้าและวางกรอบทิศทางการพัฒนา “โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ” (EECiti) ภายใต้คอนเซ็ปต์ Smart & Sustainable “LIVE-WORK-PLAY” City เพื่อยกระดับพื้นที่ภาคตะวันออกให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับโลก
ทั้งนี้ตามกรอบเวลาดำเนินการทาง EEC เตรียมผลักดันรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) โดยจะมีการหารือบอร์ด EEC ภายในเดือนนี้ ในประเด็นพื้นที่สวนสนุก สปอร์ตคอมเพล็กซ์ และศูนย์กลางความบันเทิงให้เข้าสู่กระบวนการศึกษาความเป็นไปได้ และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากนักลงทุนเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทชั้นนำระดับโลกต่อไป
ในการหารือครั้งนี้ ได้ติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อน “โครงการเมืองใหม่” อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการจัดสรรพื้นที่และการวางระบบสาธารณูปโภค เพื่อผลักดันให้โครงการเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้มอบนโยบายและแนวทางสำคัญ โดยเฉพาะการวางแผน “ระบบบริหารจัดการน้ำ” ซึ่งเป็น 1 ใน 10 ระบบโครงสร้างพื้นฐานหลักของโครงการ เพื่อรองรับการพัฒนาเมืองใหม่ขนาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 15,000 ไร่ และยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางความบันเทิงและสันทนาการระดับโลก (World-Class Entertainment & Leisure) Hub พร้อมเป็นต้นแบบการวางผังและบริหารจัดการพื้นที่สำหรับกิจการอื่น ๆ ในรูปแบบเมืองใหม่ลักษณะเดียวกันในอนาคต
สำหรับ EECiti มีแผนแม่บทในการดึงดูดการลงทุนเพื่อพัฒนาพื้นที่ ซึ่งประกอบด้วยสวนสนุกระดับโลกที่มีขนาดพื้นที่ทัดเทียมกับสวนสนุกชั้นนำของโลก สปอร์ตคอมเพล็กซ์ ที่ได้มาตรฐานสากล และศูนย์จัดแสดงสินค้าและการประชุมที่ตั้งเป้าหมายให้เป็นศูนย์กลางการจัดงานที่ใหญ่และทันสมัยระดับโลก โดยวางแผนบูรณาการเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการ ทั้งในส่วนบริการนักท่องเที่ยว การจัดการพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อมุ่งสู่การเป็น Net Zero City อย่างสมบูรณ์แบบ
นอกจากความยิ่งใหญ่ของตัวโครงการแล้ว พื้นที่ EECiti ยังมีจุดเด่น ที่เชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมหลักของประเทศอย่างสมบูรณ์แบบ โดยพื้นที่ตั้งโครงการอยู่ห่างจากสถานีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) เพียง 10 กิโลเมตร (กม.) และห่างจากสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา เพียง 15 กม.ทำให้สะดวกต่อการเดินทางและขนส่งทั้งในและต่างประเทศ
ก่อนหน้านี้นายพิพัฒน์ เคยระบุว่า สนับสนุนให้พื้นที่ EEC มีสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ ซึ่งหากทำได้จริงประเทศไทยจะเป็นแห่งแรกในอาเซียนที่มีดิสนีย์แลนด์ ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลทราบว่า ดิสนีย์แลนด์จะมีอยู่ 3 ขนาด คือ ขนาดเล็ก 900-1,000 ไร่, ขนาดกลาง 1,800-2,000 ไร่ และขนาดใหญ่ 3,000 ไร่ แต่ดิสนีย์แลนด์จะมีเงื่อนไขที่ชัดเจนว่าห้ามตั้งอยู่ใกล้คาสิโนเด็ดขาด โดยแผนเบื้องต้นหากจะมีสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ ทางรัฐบาลไทยจะติดต่อไปที่ดิสนีย์แลนด์ก่อนว่าสนใจมาลงทุนหรือไม่ หากไม่สนใจ ฝ่ายไทยก็จะขอใบอนุญาตจากดิสนีย์แลนด์มาลงทุนเอง โดยหาเอกชนมาร่วมลงทุน ซึ่งขณะนี้ก็มีเอกชนไทยสนใจที่จะลงทุนแล้ว แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด
นอกจากนี้ จากการหารือร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ทราบว่า ทาง กกท.ก็มีความต้องการสร้างสนามแข่งขันกีฬาในร่มพื้นที่ประมาณ 80,000 ที่นั่ง ที่สามารถแข่งขันกีฬาระดับโลกได้ ซึ่งในไทยยังไม่เคยมี รวมทั้งสนามแข่งม้า และสระว่ายน้ำ ทั้งหมดนี้ตนเห็นด้วย แต่เนื่องจากกิจกรรมดังกล่าวคงไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ทุกวัน
ดังนั้นจึงควรเพิ่มสวนสนุกดิสนีย์แลนด์เข้าไปด้วย เพราะมั่นใจว่าจะช่วยดึงดูดให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวที่สวนสนุกทุกวันแน่นอน จึงได้สอบถามทาง EEC ทราบว่ามีพื้นที่รองรับเพียงพอ โดยปัจจุบัน EEC ยังมีพื้นที่ที่สามารถเวนคืนมาใช้ประโยชน์ได้กว่า 10,000 ไร่ จึงมอบนโยบายแก่ EEC ไปว่าหากจะมีการทำพื้นที่สปอร์ตคอมเพล็กซ์และเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ก็ให้เวนคืน หรือซื้อที่ดินเตรียมไว้ประมาณ 5,000 ไร่
: 15 หุ้นรับอานิสงส์ครั้งใหญ่
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และหัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการความบันเทิงและสันทนาการระดับโลก แกนหลัก คือ การพัฒนา “สวนสนุกระดับโลก” โดยให้ความสำคัญกับทำเลเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งพื้นที่ติดทะเล หรือสามารถเชื่อมต่อกับทะเลได้จะสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน และเพิ่มความน่าสนใจของโครงการอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหากพัฒนาในรูปแบบใกล้เคียงกับ The Walt Disney Company อย่าง Disney Sea แม้องค์ประกอบของโครงการแต่ละส่วนอาจไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่ติดกันทั้งหมดก็ตาม
สำหรับกลุ่มหุ้นที่ถูกมองว่าเป็น “ฐานรากสำคัญ” (First Priority) ของการพัฒนา ได้แก่ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA และ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA ซึ่งมีพื้นที่รองรับความต้องการของโครงการขนาดใหญ่
ถัดมาคือกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งจะมีบทบาทหลักในช่วงก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งปลูกสร้าง อาทิ บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON และ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK
เมื่อโครงการท่องเที่ยวขนาดใหญ่เริ่มเป็นรูปธรรม ธุรกิจโรงแรมจะกลายเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญต่อการรองรับนักท่องเที่ยว ได้แก่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL และบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW
ขณะที่ภาคบริการและการอุปโภคบริโภค ซึ่งจะได้อานิสงส์จากเม็ดเงินหมุนเวียน และจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC และบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL
นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจการบินและโครงสร้างพื้นฐานการขนส่ง ถือเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญของระบบนิเวศการท่องเที่ยว ประกอบด้วย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI และบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ซึ่งจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากปริมาณผู้โดยสารที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของโครงการระดับโลกดังกล่าว
บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า แนวคิดรัฐบาลในการผลักดัน “ดิสนีย์แลนด์” ปักหมุดเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) คือบิ๊กโปรเจกต์เขย่าเศรษฐกิจไทยระยะยาว หวังปั้นเป็นแม่เหล็กระดับโลก ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ เพิ่มทราฟฟิกผู้โดยสาร และเร่งปลดล็อกมูลค่าโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และเมืองการบินอู่ตะเภา ซึ่งขณะนี้เริ่มมีนักลงทุนไทยให้ความสนใจ แม้ยังไม่เปิดเผยรายชื่ออย่างเป็นทางการ
กรณีภาครัฐเปิดเกมได้ทั้งสองทาง เล็งเชิญ The Walt Disney Company เข้าลงทุนโดยตรง หรือ ซื้อสิทธิ์ License เพื่อนำแบรนด์ดิสนีย์แลนด์มาพัฒนาและบริหารในไทย โดยประเทศไทยถูกมองว่ามีแต้มต่อเหนือสิงคโปร์ ทั้งทำเลศูนย์กลางการเดินทางของภูมิภาค ความพร้อมด้านบุคลากรท่องเที่ยว และสภาพอากาศที่เอื้อต่อกิจกรรมกลางแจ้งตลอดปี รองรับสวนสนุกระดับเวิลด์คลาสได้เต็มศักยภาพ
ทั้งนี้หากดีลเกิดขึ้นจริง คาดใช้พื้นที่สูงสุดราว 3,000 ไร่ ขึ้นกับขนาดและรูปแบบโครงการ ในเชิงลงทุน “รอบแรก” กลุ่มรับเหมาก่อสร้างโดดเด่นสุด รับอานิสงส์งานโครงสร้างพื้นฐานและเมกะโปรเจกต์เต็มพอร์ต นำโดย บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK และบริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON รวมถึงผู้เล่นที่มีศักยภาพเข้าร่วมลงทุนโดยตรง
ถัดมาเมื่อเปิดดำเนินการจริง เม็ดเงินท่องเที่ยวจะไหลแรง ดันกลุ่มสนามบิน-สายการบินคึกคัก ทั้งบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI, บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV และบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA
ขณะเดียวกัน กลุ่มโรงแรม-ท่องเที่ยวเตรียมรับลูกค้าอินเตอร์ทะลัก ไม่ว่าจะเป็น บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW, บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT, บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC และบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT
“ดิสนีย์แลนด์ EEC” เดินหน้าได้จริง ไม่เพียงยกระดับภาพลักษณ์ประเทศสู่ฮับท่องเที่ยวโลก แต่ยังอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย สร้างเอฟเฟ็กต์ลูกโซ่ตั้งแต่ต้นน้ำก่อสร้าง ไปจนถึงปลายน้ำท่องเที่ยวครบวงจร”

