“หุ้นแบงก์” วิ่งคึก! เก็งงบ Q2 โบรกชู KKP เด่นสุด KTB-KBANK กำไรแกร่ง

หุ้นกลุ่มแบงก์วิ่งแรง ลุ้นกำไร 7 แบงก์รวม 5.82 หมื่นล้าน KBANK แชมป์กำไรของกลุ่มแตะ 1.32 หมื่นล้าน ด้าน KKP โดดเด่นสุดพุ่ง 49.3% ส่วน KTB กำไรสูงระดับหมื่นล้าน “บล.ทิสโก้” ชี้หากเป็นไปตามคาด NIM-Credit Cost ทรงตัว หนุนแบงก์ครึ่งปีหลังแข็งแกร่ง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 มิ.ย.69) ราคาหุ้น บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB อยู่ที่ระดับ 146 บาท บวก 1 บาท หรือ 0.69% สูงสุดที่ระดับ 146 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 144.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 440.30 ล้านบาท

ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK อยู่ที่ระดับ 216 บาท บวก 1 บาท หรือ 0.47% สูงสุดที่ระดับ 216 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 214 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 296.20 ล้านบาท

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP อยู่ที่ระดับ 100.50 บาท บวก 0.50 บาท หรือ 0.50% สูงสุดที่ระดับ 101.00 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 99.75 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 77.46 ล้านบาท

ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB อยู่ที่ระดับ 36.75 บาท บวก 0.25 บาท หรือ 0.68% สูงสุดที่ระดับ 36.75 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 36.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 48.15 ล้านบาท

ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จะแจ้งผลประกอบการงวดไตรมาส 2/2569 โดยเริ่มจากบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO ในวันที่ 14 ก.ค. 2569 จากนั้นธนาคารฯ อื่น ๆ จะรายงานผลประกอบการตามออกมาภายในวันที่ 21 ก.ค. 2569

โดย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ประเมินว่า ผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ 7 แห่งภายใต้การวิเคราะห์ในไตรมาส 2/2569 จะมีกำไรสุทธิรวม 58,206 ล้านบาท ลดลง 7.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) และลดลง 9.1% จากไตรมาสก่อน (QoQ) โดยสาเหตุหลักของการลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนมาจากการไม่มีรายการกำไรพิเศษ เช่น เงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ และกำไรพิเศษอื่นของธนาคารขนาดใหญ่บางแห่งที่เกิดขึ้นในไตรมาสแรก

อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมรายการพิเศษ คาดว่าผลการดำเนินงานหลักของกลุ่มธนาคารจะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อน เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) และต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Cost) เริ่มทรงตัว รายได้ค่าธรรมเนียมฟื้นตัว และการบริหารค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (Opex) มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ คาดว่าสินเชื่อของระบบธนาคารในไตรมาส 2 จะขยายตัวราว 1.4% สะท้อนข้อมูลในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม โดยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีส่วนหนุนความต้องการสินเชื่อ ขณะที่ NIM มีแนวโน้มทรงตัวที่ระดับ 2.93% ลดลงเพียง 2 จุดพื้นฐาน (bps) เนื่องจากคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม

ด้านรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิคาดว่าจะเติบโต 18% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากกิจกรรมในตลาดทุนที่คึกคัก ขณะที่ค่าใช้จ่ายดำเนินงานคาดว่าจะลดลง 1% แม้ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อลูกหนี้บางส่วน แต่เชื่อว่าธนาคารจะใช้มาตรการช่วยเหลือ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้สามารถรักษา Credit Cost ให้อยู่ในระดับปัจจุบันได้ โดยค่าเฉลี่ยของกลุ่มคาดว่าจะลดลงเหลือ 1.46% จาก 1.53% ในไตรมาสก่อน

สำหรับปัจจัยพิเศษที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งอาจสร้างกำไรจากการลงทุนให้กับธนาคารบางแห่ง โดยเฉพาะธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีเคลื่อนไหวผันผวนตลอดไตรมาส

นอกจากนี้ ราคาหุ้น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ที่ทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อธนาคารที่ถือหุ้นดังกล่าว เช่น ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ขณะที่ความคึกคักของตลาดทุนอาจเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้ค่าธรรมเนียมของบางธนาคาร โดยเฉพาะธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP

บล.ทิสโก้ มองว่า หากผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาตามคาด โดยเฉพาะการทรงตัวของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย หรือ NIM และ Credit Cost จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และสนับสนุนการคาดการณ์เงินปันผลปี 2569 ส่งผลดีต่อราคาหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยยังให้น้ำหนักการลงทุนในธนาคารขนาดใหญ่มากกว่าธนาคารขนาดเล็ก เนื่องจากมีแนวโน้ม NIM ที่แข็งแกร่งกว่า และได้รับอานิสงส์จากกระแสเงินทุนต่างชาติ พร้อมแนะนำ KTB และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เป็นหุ้นเด่น

ทั้งนี้ จากประมาณการผลประกอบการรายธนาคาร พบว่า ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK คาดมีกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 สูงสุดที่ 13,278 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลง 9.5% จากไตรมาสก่อน SCB คาดมีกำไรสุทธิ 10,224 ล้านบาท ลดลง 20% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 0.3% จากไตรมาสก่อน, KTB คาดมีกำไรสุทธิ 10,092 ล้านบาท ลดลง 9.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 18.9% จากไตรมาสก่อน, BBL คาดมีกำไรสุทธิ 8,677 ล้านบาท ลดลง 26.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 21.1% จากไตรมาสก่อน, BAY คาดมีกำไรสุทธิ 8,747 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.4% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.5% จากไตรมาสก่อน, TTB คาดมีกำไรสุทธิ 5,084 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลง 1.7% จากไตรมาสก่อน

ขณะที่ KKP คาดมีกำไรสุทธิ 2,104 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 7.6% จากไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นธนาคารที่มีอัตราการเติบโตของกำไรสูงสุดเมื่อเทียบกับปีก่อน จากรายได้ค่าธรรมเนียมด้านตลาดทุนที่เติบโตอย่างมีนัยฯ

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DAOL เผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานของ TISCO ในไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 1.73 พันล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยหลักมาจากการกลับมาตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญตามกรอบเป้าหมายที่ระดับ 570 ล้านบาท คิดเป็นต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) ที่ 1.00% ซึ่งใกล้เคียงกับกรอบเป้าหมายที่บริษัทวางไว้ที่ 1.00-1.20% โดยการตั้งสำรองดังกล่าวเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ปรับตัวลดลง 26% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากไม่มีการตั้งสำรองพิเศษ (Management Overlay) เพิ่มเติมเหมือนไตรมาสก่อน

Back to top button