พาราสาวะถี


อรชุน

ภาพเริ่มชัดขึ้นมาตามลำดับกับการขยับปรับครม.ประยุทธ์ 2/3 หลังผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจให้สัมภาษณ์หลังประชุมครม.ล่าสุด จะมีความชัดเจนภายในปลายเดือนนี้หรือไม่เกินต้นเดือนหน้า ส่วนที่ว่าจะมีการขอเก้าอี้รัฐมนตรีเพิ่มสำหรับ 3 พรรคใหญ่ในรัฐบาล น่าจะเป็นอันยุติเมื่อท่านผู้นำย้ำชัดโควตาทุกอย่างเป็นไปตามเดิม พร้อมประกาศกร้าวไม่สนใจพรรคเล็กที่อ้างว่ามี 21 เสียงขอตำแหน่งรัฐมนตรี 1 ที่นั่ง อยากแถลงอะไรก็แถลงไป ปล่อยให้พรรคใหญ่เขาคุยกันไปจะดีกว่า

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังไม่ชัดคือการขยับรอบนี้จะเขย่าแค่ 2 เก้าอี้ว่าการของพรรคสืบทอดอำนาจและ 1 ช่วยว่าการของประชาธิปัตย์เท่านั้นหรือไม่ เมื่อผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจทิ้งคำพูดเป็นปริศนาว่า ก็กำลังคิดอยู่” ซึ่งสอดรับกับคำให้สัมภาษณ์ของ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ย้ำว่าเรื่องการสลับเก้าอี้ท่านผู้นำให้พรรคร่วมไปคุยกันเองและบอกด้วยว่าถือเป็น ออปชั่น” ที่หัวหน้ารัฐบาลยอมรับได้ แต่หากดูตามหน้าเสื่อไม่น่าจะมีพรรคใดอยากปรับเปลี่ยน

ที่จะเป็นปัญหามากสุดคือพรรคแกนนำรัฐบาล เพราะมีทั้งกลุ่มส.ส.ภาคใต้ที่อยากจะได้เก้าอี้เสนาบดีเป็นเครื่องปูนบำเหน็จหลังจากที่สามารถพากันล้มแชมป์เก่าเข้าสภามาได้ถึง 13 คน สิ่งสำคัญคือจะได้มีเหตุผลไปอธิบายหรือขายความฝัน ตีฐานคะแนนของพรรคคู่แข่งสำคัญในพื้นที่ได้ ส่วนในระนาบของรัฐมนตรีช่วยว่าการ รวมไปถึง อนุชา นาคาศัย เลขาธิการพรรค ก็น่าจะเป็นจังหวะที่ต้องขยับจากเก้าอี้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ไปว่าการกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งให้สมกับฐานะแม่บ้านพรรคสืบทอดอำนาจหน่อย

ขณะเดียวกัน ก็ยังเกิดกระแสเรื่องการอัพฐานะของแก๊ง 3 ช.ของรัฐมนตรีช่วยในสังกัดพรรคสืบทอดอำนาจด้วย ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูปูเสื่อ ที่ต้องอาศัยแรงหนุนของส.ส.ในสังกัดว่าใครจะมาแรงแซงเข้าวิน ถ้าเทียบกันกับรายชื่อสองเสนาบดีที่ตีคู่กันมาเวลานี้คือ ธรรมนัส พรหมเผ่า กับ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ถือว่าสูสี มีดีกันคนละอย่าง รายแรกมีส.ส.ในสังกัดไม่น้อยกว่า 40 เก้าอี้ยังไม่นับรวมพวกงูเห่ากินกล้วย ส่วนรายหลังมีแรงหนุนโดยตรงจากทั้งหัวหน้าพรรคและท่านผู้นำ

ฟังจากบทสัมภาษณ์ของ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ งานนี้นอกจากจะอาศัยเสียงภายในพรรคแล้ว ต้องไปวัดใจกับผู้มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวคือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าต้องการวางใครไปไว้ตรงไหน เพราะพี่ใหญ่ประกาศชัดรายชื่ออยู่ในหัว ส่วนตัวบุคคลเมื่อส่งชื่อไปให้ท่านผู้นำจะไม่ระบุว่า ใครจะดำรงตำแหน่งในกระทรวงใด นั่นหมายความว่า ให้อำนาจเด็ดขาดอยู่ที่น้องเล็กเพียงคนเดียว และถือเป็นคนที่ส.ส.ของพรรคไม่กล้าหัก

หากจำกันได้ กรณีของกลุ่มสามมิตร ทั้ง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และ สมศักดิ์ เทพสุทิน เคยผิดหวังกันมาแล้วทั้งคู่ แต่สุดท้ายก็ทำใจยอมรับสภาพที่ได้รับการมอบหมาย จนวันนี้ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะไม่อยากจากตำแหน่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่นั่นมันก็เป็นสถานการณ์ทางการในเวลาหนึ่ง เวลานี้รูปการณ์เปลี่ยนไป การจัดวางคนในเก้าอี้รัฐมนตรี ต้องหวังผลถึงการเลือกตั้งที่เหลืออีกครึ่งทางจะครบเทอม ดังนั้น จากที่เคยจัดได้ตามใจตัว อาจจะต้องเงี่ยหูฟังฝ่ายการเมืองเป็นพิเศษ

กระนั้นก็ตาม ด้วยระบบดูแลอย่างดีพะยี่ห้อหลวงพ่อป้อม แรงกระเพื่อมที่จะเกิดขึ้นทั้งก่อนหน้า ระหว่างและหลังการปรับครม.คงจะมีไม่มากนัก หากเทียบกับพรรคร่วมอย่างประชาธิปัตย์ พรรคเก่าแก่เก้าอี้ ถาวร เสนเนียม ต้องมีอันเป็นไป มีคำถามตัวโตว่าจะยังจัดสรรให้กับโควตากปปส.อีกหรือไม่ ซึ่งอดีตรัฐมนตรีก็ชูเด็กในคาถา เจือ ราชสีห์ ที่นั่งเป็นเลขานุการตอนเป็นรัฐมนตรีช่วยให้เป็นตัวเลือกแรกแล้ว อยู่ที่ว่ากลุ่มอื่นจะเสนอชื่อแข่งและยังเป็นโควตาของภาคใต้อยู่หรือไม่

ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งที่พรรคเก่าแก่จะต้องทบทวนกันก็คือ ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยคมนาคมที่ถาวรเคยไปนั่งนั้น หลังจากที่การบินไทยได้หลุดสถานะความเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงหูกวางไปแล้ว งานที่ได้รับมอบหมายจาก ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ก็เหลือแต่หน่วยงานจิ๊บจ้อย มันจะคุ้มต่อการส่งคนไปอยู่ในที่เดิมหรือไม่ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ว่าอาจจะต้องมีการขอแลกเก้าอี้ระหว่างพรรคร่วมด้วยกันเอง ในฐานะมิตรที่ดีต่อกัน จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ คงต้องคุยกับเสี่ยหนูว่าตรงไหนที่แลกกันแล้ววินวินทั้งสองฝ่าย

เพราะระดับกระทรวงที่นั่งว่าการกันนั้นถ้าดูจากความพึงพอใจแล้ว คงไม่มีใครอยากเปลี่ยน พรรคเก่าแก่ การที่ดูกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ ชัดเจนว่าสามารถนำไปตอบโจทย์การสร้างผลงานของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการประกันรายได้เกษตรกร หรือการทำให้ราคายางพารา ปาล์มน้ำมัน ดีขึ้น ถือเป็นผลงานที่จะนำไปขายได้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่โจทย์ใหญ่ที่จะพิสูจน์ว่าคนในพื้นที่ฐานเสียงสำคัญคือภาคใต้ยอมรับหรือไม่คือการเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 3 นครศรีธรรมราชที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้

ฟากของภูมิใจไทย แม้ว่าอนุทินจะถูกท่านผู้นำแย่งซีนไปทั้งหมดจากการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 แต่ผลพวงจากการเอาใจใส่ ดูแลคุณภาพชีวิตอสม.ทั่วประเทศ และความภาคภูมิใจในการผลักดันนโยบายกัญชา ก็ทำให้เสี่ยหนูลืมคำครหาเรื่องโรคกระจอกไปได้ และมุ่งมั่นที่จะใช้กระทรวงคุณหมอในการสร้างฐานเสียงทางการเมืองต่อไป เช่นเดียวกันกับที่กระทรวงคมนาคมซึ่งมีเลขาธิการพรรคไปนั่งว่าการด้วยตัวเอง

สิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ถึงการวางรากฐานเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ คือการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงภายในกระทรวงเมื่อปีที่ผ่านมา ที่ปรากฏว่าระดับอธิบดีที่เป็นแคนดิเดตสำคัญไม่มีใครเสนอตัวเพื่อไปเป็นปลัดกระทรวงแม้แต่รายเดียว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัยของกระทรวงนี้เป็นอย่างยิ่ง นั่นหมายถึงว่า การใช้คนเหล่านี้อยู่ที่เดิมเพื่อดูแลโครงการสำคัญต่าง ๆ ที่มีงบประมาณในการลงทุนมหาศาลและจะสร้างประโยชน์ทางการเมืองต่อพรรคได้มากโข ดูตามเนื้อผ้าเวลานี้จากที่คาดกันว่าปรับครม.จะเป็นงานยากสำหรับผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจอาจจะไม่เป็นเช่นนั้นก็เป็นได้

Back to top button