ก้าวใหม่เงียบกริบ?

ก่อนอื่นต้องบอกกับมิตรรักแฟนเพลงทุกท่านให้รู้ว่า การจั่วหัว “ก้าวใหม่เงียบกริบ?” ไม่ได้เป็นการพูดถึงสถานการณ์ทางการเมือง


ก่อนอื่นต้องบอกกับมิตรรักแฟนเพลงทุกท่านให้รู้ว่า การจั่วหัว “ก้าวใหม่เงียบกริบ?” ไม่ได้เป็นการพูดถึงสถานการณ์ทางการเมือง และไม่อยากให้แฟนคลับนำไปจับโยงกันแบบมั่วซั่ว เพราะลำพังละครที่ถูกเซตฉากมาจากรัฐบาล ก็ทำให้เดี๊ยนรู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างแรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องป่วยทิพย์ของคุณพี่โทนี่ มันทำให้คุณหมอที่ทำการรักษาหน้าแหกไปตามกันน่ะซี

เนื่องจากรักษาผู้ป่วยเทวดาตั้งนานไม่หายเสียที แต่พอได้ไปอยู่บ้านกลับตะแล๊ดแต๊ดแต๋ไปได้ทุกที มันเป็นเรื่องที่ทำให้สังคมร้องยี้ไปตามกัน ส่วนในตัวลูกสาวที่พยายามผลักดันเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ ก็ไม่เห็นช่วยผลักดันให้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง! แล้วมันจะ “มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี” เหมือนที่คุณหล่อนพ่นน้ำลายได้อย่างไร? เดี๊ยนถึงอยากให้เพื่อไทยการละครเลิกโปรยยาหอมกันเสียทีพะย่ะค่ะ

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผลโพลหยั่งเสียงล่าสุดกลายเป็น “ก้าวไกล” มีเสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้น และทำให้เชื่อว่า เลือกตั้งครั้งหน้าแลนด์สไลด์อย่างแน่นอน เพราะรัฐบาลมัวแต่ลอยไปลอยมาแบบไร้จุดหมายปลายทาง ซึ่งเรื่องนี้ดูได้จากเสียงบ่นของพ่อค้าแม่ขายที่พูดไปในทางเดียวกันว่า “ยุคลุงตู่ดีกว่าเยอะ” และตรงนี้ก็ดันมาสัมพันธ์กับเรื่องการลงทุนในตลาดหุ้นพอดีนะนายจ๋า!

โดยเฉพาะการขยายเวลาเทรดเร็วขึ้นวันแรก ซึ่งแต่เดิมเปิดในเวลา 14.30-16.30 น. เปลี่ยนมาเป็นเวลา 14.00-16.30 น. แต่สุดท้ายก็ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นเหมือนที่พยายามทำ แถมยังโดนพวกนักลงทุนก่นด่าลับหลังอีกต่างหาก มันคุ้มค่ากับสิ่งที่ต้องการให้เป็นจริงเหรอ?…และที่ลืมไม่ได้ก็คือ นักลงทุนในประเทศ และต่างประเทศส่วนใหญ่ เขาชอบเทรดในช่วงครึ่งชั่วโมงแรก กับครึ่งชั่วโมงสุดท้ายของภาคเช้าและภาคบ่ายนะจะบอกให้

อีกจุดที่น่าสนใจก็คือ เมื่อก่อนนักลงทุนรายย่อยมีสัดส่วนในตลาดหุ้นไทยมากถึง 60% แต่ในปัจจุบันเหลือแค่ 30% เพราะโดนโรบอท “กินทั้งบน กินทั้งล่าง” แล้วคุณพี่จะขยายเวลาเทรดไปทำพระแสงด้ามหอกอะไรมิทราบ! และการที่ดัชนียืนปิดที่ระดับ 1,372.49 จุด ลบไป 8.55 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.10 หมื่นล้านบาท เหมือนเป็นการตบหน้าฉาดใหญ่ว่า ไม่มีใครอินกับนโยบายดังกล่าวเจ้าค่ะ

ประกอบกับตอนนี้เงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง เท่ากับเป็นการบอกเป็นนัยว่า เงินทุนไหลออกอีกแล้ว และตลาดหุ้นก็คงเละเป็นโจ๊กอีกตามเคย แต่พ่อขุนคลังตัวดียังไม่ขยับทำอะไรสักอย่าง เพราะมั่วแต่หวงเก้าอี้แบบนี้ ชาวหุ้นถึงเรียกร้องให้เปลี่ยนตัวเร็ว ๆ เพราะอยู่ต่อไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเหมือนกับการประกาศให้เพิ่มวันหยุดสงกรานต์ในวันที่ 12 เม.ย. ทั้งที่ทุกคนจองตั๋ว และลากันหมดแล้ว..ตัวเองคิดได้อย่างไร?

ไหน ๆ ก็จะหยุดกันทั้งที ก็ควรไปเพิ่มในวันที่ 17 เม.ย. เป็นการทดแทน ซึ่งจะช่วยในเรื่องของความปลอดภัย และลดปัญหาจราจร เพราะทุกคนไม่ต้องรีบกลับมาพร้อมกัน “โมนิก้า” ถึงมองว่า ความคิดก้าวหน้าเป็นเรื่องที่ดี แต่ควรตั้งอยู่บนความเป็นจริงของการใช้ชีวิตด้วย เพราะหลายโปรเจกต์ที่รัฐบาลดำริให้เกิดขึ้น สุดท้ายก็ลอยเท้งเต้งเป็นประจำ และทำให้ก้าวใหม่ ๆ ของรัฐบาลชุดนี้ไม่ตื่นเต้นเลยสักเรื่อง เพราะส่วนใหญ่เป็นเรื่องเพ้อเจ้อน่ะซี

ประเด็นข้างต้นทำให้ “โมนิก้า” อยากจะพูดถึงหุ้น AMANAH ขึ้นมาทันที เพราะเป็นหุ้นลีสซิ่งเพียงไม่กี่ตัวที่บวกสวนภาวะตลาดหุ้นขึ้นมาเรื่อย ๆ จนวานนี้พุ่งขึ้นไปถึงระดับ 2.68 บาท ก่อนจะย่อตัวลงมาปิดที่ระดับ 2.36 บาท บวกไป 0.16 บาท หรือขึ้นไป 7.30% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 48 ล้านบาท มันเป็นเรื่องที่สวนความรู้สึกอย่างแรง โดยเฉพาะเรื่องสภาพเศรษฐกิจที่ถดถอย มันเอื้อให้ลีสซิ่งเจ้านี้เบ่งกำไรสวนได้จริงเหรอจ๊ะ

อีกรายที่ร้อนแรงเกินคำบรรยาย “โมนิก้า” คงต้องมองไปที่หุ้น TRT หลังทะยานขึ้นมาปิดที่ระดับ 4.02 บาท บวกไป 0.94 บาท หรือขึ้นไป 30.52% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 165 ล้านบาท พร้อมกับมีความเชื่อว่า กำไรปีนี้จะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และในช่วง 5 ปีจะปั๊มรายได้ขึ้นไปถึง 5 พันล้านแบบนี้ เดี๊ยนถือเป็นจังหวะของการโหนกระแสสำหรับคนที่กล้าวัดดวงพะย่ะค่ะ

Back to top button