TU มองข้ามช็อตปี 2569

ถ้าพูดถึงหุ้น TU อาจจะต้องมองข้ามช็อตไปในปี 2569 เนื่องจากทิศทางของกำไรน่าจะดูมีความชัดเจนมากขึ้น


เส้นทางนักลงทุน

ถ้าพูดถึงหุ้นของบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU อาจจะต้องมองข้ามช็อตไปในปี 2569 เนื่องจากทิศทางของกำไรน่าจะดูมีความชัดเจนมากขึ้น ภายหลังผู้บริหารได้ออกมาปรับลดเป้าหมายการเติบโตของยอดขายในปี 2568 ลงเป็น -2 ถึง -4% จากเป้าหมายเดิมที่ -1 ถึง -2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

ขณะเดียวกัน ได้ปรับเพิ่มกรอบค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A/Sales) เป็น 13.5-14.5% จากเดิม 13.5-14% แต่คงอัตราการทำกำไรขั้นต้น (Gross Margin) ที่ 18.5-19.5%

9 เดือนแรกของปีนี้ TU มีรายได้รวม 98,324.30 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 3,596.17 ล้านบาท ท่ามกลางการเผชิญแรงกดดันหลายด้าน รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ตลอดจนกฎหมาย Global Minimum Tax และค่าใช้จ่ายจากโครงการเปลี่ยนผ่านต่าง ๆ

สำหรับไตรมาส 4 ปีนี้ ผู้บริหาร TU ประเมินว่าคำสั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปและแช่แข็งจะทรงตัวโดยได้รับประโยชน์จากการปรับขึ้นราคา อย่างไรก็ตาม กำไรปกติอาจจะลดลงทั้งจากไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันปีก่อนตามการส่งออกที่อ่อนตัวลงเนื่องจากปัจจัยฤดูกาล เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น และราคาปลาทูน่าสูงขึ้น ราว ๆ 7.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และ 4.4% จากเดือนก่อนหน้า

การมองข้ามช็อตของ TU ไปในปี 2569 คาดการดําเนินงานจะฟื้นตัวขึ้นจากปีนี้ มีปัจจัยสนับสนุนจาก 3 คาดการณ์ นั่นคือ 1. แรงกดดันจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง 2. ค่าใช้จ่ายด้านการปรับปรุงโครงการต่าง ๆ ลดลง และ 3. ต้นทุนทางการเงินลดลง ภายใต้สมมติฐานปัจจัยภายนอกไม่มีปัจจัยลบเข้ามาเพิ่มเติม

ส่วนปัจจัยภายในยังคงให้ความสําคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินงาน และโครงการลดต้นทุน ผ่านโครงการปฏิรูปองค์กร (Transformation) ที่จะเริ่มเห็นผลลัพธ์เชิงบวกมากขึ้น

ทั้งนี้ผลกระทบร่วมจากโครงการโซนาร์ (Sonar) ซึ่งเป็นโครงการ Transformation เพื่อวางรากฐานการเติบโตระยะยาว โดยเน้นการลดต้นทุนการดำเนินงาน และเพิ่มประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าลดต้นทุนเฉลี่ยปีละ 2,625 ล้านบาท หรือ 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้ธุรกิจแข็งแกร่งขึ้น รองรับเป้าหมายใหญ่ปี 2573 ที่ต้องการสร้างรายได้แตะ 2.45 แสนล้านบาท หรือ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

และโครงการเทลวินด์ (Tailwind) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Transformation โดยเน้นการเสริมความแข็งแกร่ง และสร้างการเติบโตในธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง เพื่อเพิ่มกำไรอย่างมีนัยสำคัญ มีเป้าหมาย 1.75 พันล้านบาทต่อปี ภายในปี 2570

จะส่งผลให้เกิดการประหยัดต้นทุน และยกระดับการดำเนินงาน หนุนจากการปรับปรุงการจัดซื้อ การทำงานแบบดิจิทัล และระบบ lean manufacturing  ซึ่งจะเริ่มเห็นผลในปี 2569

สำหรับ TU แล้ว การ Transformation ของบริษัท ผ่านโครงการ Sonar และโครงการ Tailwind จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ปี 2573 โดยค่าใช้จ่ายจากโครงการดังกล่าวยังส่งผลต่อกำไรในระยะสั้น แต่ไทยยูเนี่ยนคาดว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะทยอยลดลงตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป

ดังนั้น TU ยังเดินหน้าปรับโครงสร้างการบริหารงานเพื่อเพิ่มความคล่องตัว และประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุนในกระบวนการผลิต การจัดซื้อ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร โดยตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายสุทธิ 118 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2570

นอกจากนี้ TU อาจปรับขึ้นราคาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2569 โดยจะขึ้นอยู่กับการติดตามความต้องการและการตัดสินใจขั้นสุดท้ายของศาลสูงสหรัฐฯ เกี่ยวกับภาษีนําเข้า ซึ่งการปรับขึ้นราคาที่มากขึ้นเพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยขาลงจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่ายปีละประมาณ 2 พันล้านบาทลงได้

อย่างไรก็ตาม ในอนาคต TU อาจมีการลดทุนของโครงการซื้อหุ้นคืน ครั้งที่ 3 ซึ่งดำเนินการเมื่อปี 2567 จํานวน 200 ล้านหุ้น และครั้งที่ 4 ซึ่งดำเนินการในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 จำนวน 400 ล้านหุ้น ซึ่งจะสะท้อน EPS ให้เพิ่มขึ้น

ในปี 2569 โบรกเกอร์มีการประเมินกำไรสุทธิ TU ระหว่าง 4.45-5.08 พันล้านบาท จากความสามารถในการบริหารค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ดีขึ้น

รวมถึงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Mitsubishi Corporation ยังคงอยู่ แม้จะไม่ได้มีการทำคำเสนอซื้อหุ้นทั่วไป (general offer) ต่อไป ตลอดจนความคาดหมายเงินปันผลเฉลี่ยมากกว่า 5% ต่อปี

ด้วยปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ จึงคาดการณ์ว่า ปี 2569 TU น่าจะเริ่มเห็นผลลัพธ์เชิงบวกมากขึ้น และน่าจะฟื้นตัวชัดเจน ด้วยต้นทุนที่ลดลง ซึ่งจะช่วยหนุนอัพไซด์ระยะกลาง

Back to top button