‘เม่า’ ผู้แบกหุ้นไทย

นับจากต้นปี 2568 มาจนถึงวานนี้ (24 ธ.ค.) นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยกว่า 1.54 แสนล้านบาท สวนทางกับนักลงทุนอีก 3 กลุ่ม ที่ขายสุทธิออกมากันอย่างสนุกสนาน


นับจากต้นปี 2568 มาจนถึงวานนี้ (24 ธ.ค.)

นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยกว่า 1.54 แสนล้านบาท สวนทางกับนักลงทุนอีก 3 กลุ่ม ที่ขายสุทธิออกมากันอย่างสนุกสนาน

นักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิ 1.04 แสนล้านบาท

นักลงทุนสถาบัน ขายสุทธิ 3.75 หมื่นล้านบาท

และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 1.19 หมื่นล้านบาท

การซื้อของนักลงทุนรายย่อย ถือว่า เป็นการซื้อต่อเนื่องจากปี 2567 ที่มีการซื้อสุทธิกว่า 9 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการซื้อร่วมกับนักลงทุนสถาบันที่ซื้อ 4.9 หมื่นล้านบาท และพอร์ตโบรกเกอร์อีก 15 ล้านบาท

เมื่อรวมเฉพาะปี 2567-2568 รายย่อยซื้อหุ้นไทยรวมกว่า 2.5 แสนล้านบาท

การขายของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย จะว่าไปแล้ว ไม่ได้อยู่นอกเหนือจากที่คาดกันไว้

เพราะปัจจัยที่จะดึงต่างชาติกลับเข้ามา คล้ายกับงมเข็มในมหาสมุทร

เริ่มจากปัจจัยการเมืองที่ฝุ่นตลบ จนนำไปสู่นโยบายที่ปรับเปลี่ยนไปมา จีดีพีที่เติบโตในอัตราต่ำ และแม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง

ทว่า แทบไม่มีผลเชิงบวกกับหุ้นไทย เพราะเขามองคล้ายกับว่า ยังมีตลาดหุ้นอื่นที่น่าสนใจมากกว่า

มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ เท่าที่คุยกับนักวิเคราะห์หลายคน ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เมื่อดูจากระดับ พีอี เรโช นั้นหุ้นไทยถือว่ามีราคาถูกมาก

ผลประกอบการของบริษัทขนาดกลางและเล็กหลายแห่ง ต่างออกมาดี สวนทางกับเศรษฐกิจ

แต่ราคาหุ้นกลับลดลงแบบไร้เหตุผลอย่างมาก

หลัก ๆ คงเป็นเรื่องของ “ความเชื่อมั่น” ของนักลงทุนนั่นแหละ

ทางหน่วยงานกำกับ อย่าง สำนักงาน ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมถึงหน่วยงานด้านเอกชนของตลาดทุน ซึ่งที่ผ่านมาต่างพยายามจับเข่าคุยกัน แล้วหาทางแนวเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมา

แต่ตลาดหุ้นไทยจะมีผลตอบรับเชิงบวกในช่วงสั้นเท่านั้น ก่อนจะรูดลงไปต่อ

สถานการณ์แบบนี้ย่อมไม่ส่งผลดีในระยะปานกลางถึงยาวแน่ ๆ 

มูลค่าการซื้อขายที่เคยเฉลี่ยมากถึง 7-8 หมื่นล้านบาทต่อวัน แถมบางวันทะลุขึ้นมาระดับแสนล้านบาท คงยากที่กลับมาได้ในช่วงสั้น

วอลุ่มเทรดเฉลี่ยที่ออกมาในเวลานี้ หรือ 3 หมื่นล้านบาท บวก/ลบ เล็กน้อย

ตัวเลขขนาดนี้ถือว่าค่อนข้างดีมาก ๆ แล้ว (มั้ง)

ดังนั้น หากใครบอกว่า ตัวเลขลดลงเงียบเหงาเหลือกว่า 3 หมื่นล้านบาท ก็ต้องบอกกลับไปว่า นี่คือตัวเลขปกติแล้ว เพราะวอลุ่มขนาดนี้ เกิดขึ้นมานานหลายเดือนจนชินแล้ว

หากวันไหนเหลือประมาณ 2 หมื่นล้านบาท บวก-ลบ นั่นสิ ถึงค่อยมาบอกกันใหม่ว่า มันน้อยลง

ส่วนวานนี้เห็นตลาดหลักทรัพย์ฯ แจ้งตัวเลข บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์แบบไม่ซ้ำราย เพิ่มขึ้นเป็น 3,853,530 ราย ซึ่งสะท้อนการขยายตัวของฐานผู้ลงทุน

เห็นตัวเลขแบบนี้แล้วก็ดีใจ

แต่พอมองไปยังมูลค่าซื้อขาย กลับลดลง ซึ่งคงต้องมาเจาะดูรายละเอียดว่า มูลค่าเทรดที่ลดลงมาจากกลุ่มใด

พอร์ตที่เปิดใหม่เข้ามาเล่นหุ้นจริงไหม หรือไปเลือกลงทุน Depositary Receipt หรือ DR ที่กำลังเริ่มได้รับความสนใจจากนักลงทุนรุ่นใหม่ รายใหญ่เพิ่มขึ้น

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร หุ้นไทยคงปล่อยไปตามสภาพแบบนี้ไม่ได้แน่ ๆ

ไม่เช่นนั้นมันจะเหี่ยวลงเรื่อย ๆ 

และไม่รู้ว่านักลงทุนรายย่อย หรือบรรดาแมงเม่าทั้งหลาย จะแบกตลาดหุ้นไทยไปได้อีกมากแค่ไหน

Back to top button