
พาราสาวะถี
อ่านเนื้อหาที่ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.โพสต์ชี้แจงข้อสงสัยของ สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อ่านเนื้อหาที่ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.โพสต์ชี้แจงข้อสงสัยของ สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกี่ยวกับบทบาทของ 7 เสือ กกต.ในการเลือกตั้งไม่ผิด หากยึดตามรัฐธรรมนูญอย่างที่เลขาฯ กกต.ว่า แต่ที่คนส่วนใหญ่สงสัยคือ เรื่องสำคัญทั้งหลายไม่จำเป็นต้องรอให้มีการประชุมกรรมการ กกต.เพื่อให้มีมติ หรือประชุมแล้ว คนทำหน้าที่ประธาน กกต.ที่วันนี้คือ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ สามารถที่จะสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนได้
เป็นการสื่อสารในลักษณะตอบคำถามของผู้สื่อข่าว ไม่ใช่การไม่ชี้แจง หรือออกเป็นเอกสารแถลงข่าว ซึ่งเป็นการสื่อสารเป็นทางเดียว ในฐานะองค์กรอิสระสำคัญที่กำกับดูแลการเลือกตั้งไม่ควรที่จะทำงานกันแบบนี้ เข้าใจได้ กกต.รูปแบบใหม่ของรัฐธรรมนูญฉบับคนดีย์ ไม่ได้มีการแบ่งฝ่ายรับผิดชอบเหมือน กกต.ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 แต่อย่างน้อยในภาวะที่ประเทศมีการเลือกตั้งใหญ่ ตัวของประธาน กกต.ควรแสดงบทบาทนำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น เรียกความไว้วางใจจากประชาชน
เมื่อเลือกที่จะทำงานกันแบบนี้ การมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่เลขาฯ กกต.เรียกร้องให้แสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุมีผล เพื่อสร้างบรรยากาศในการแข่งขันที่ดี พร้อมยกบทลงโทษทางกฎหมายมาขู่ มันไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณในเชิงบวก หรือแสดงความเป็นมิตร ในทางกลับกัน หากคนจะตั้งข้อสงสัยปมฮั้ว สว.ที่ กกต.เงื้อง่าราคาแพง เป็นการเลือกที่จะไม่ชี้แจง อ้างโน่นนี่นั่น สุดท้ายใช้กฎหมายมาขู่คนที่เรียกร้อง เช่นนี้จะทำให้คนส่วนใหญ่ศรัทธา และไว้วางใจองค์กรได้อย่างไร
เข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายก่อนหย่อนบัตรกันแล้ว สำนักโพลทั้งหลายจะเริ่มปล่อยของกันมากขึ้น สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มี 3 สำนักที่เห็นผลแล้ว ต้องบอกว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หากยึดเอาจำนวนของกลุ่มตัวอย่างที่ทำการสำรวจแล้ว สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต น่าจะใกล้เคียงกับสถานการณ์เป็นจริงมากที่สุด เพราะใช้กลุ่มตัวอย่างถึง 26,621 คน และเป็นสำรวจทางภาคสนาม 100% ผลที่ได้อาจเป็นภาพสะท้อนที่สอดคล้องกับการสำรวจของพรรคการเมืองที่ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ
โดย สส.บัญชีรายชื่อที่กลุ่มตัวอย่างจะเลือกมากที่สุดคือ พรรคประชาชน ร้อยละ 35.99 ตามมาด้วย เพื่อไทย ร้อยละ 22.13 ภูมิใจไทยร้อยละ 18.92 ประชาธิปัตย์ ร้อยละ 10.16 กล้าธรรม ร้อยละ 2.40 อื่น ๆ ร้อยละ 5.93 และยังไม่ตัดสินใจร้อยละ 4.47 ขณะที่ สส.เขต จะเลือกสังกัด พรรคประชาชนร้อยละ 33.46 รองลงมาคือ ภูมิใจไทยร้อยละ 21.52 เพื่อไทยร้อยละ 20.60 ประชาธิปัตย์ร้อยละ 8.13 กล้าธรรม 3.41 อื่น ๆ ร้อยละ 9.50 และยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 3.38
ส่วนตัวแคนดิเดตนายกฯ นั้น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคส้มยังเป็นอันดับ 1 ที่ ร้อยละ 35.07 ตามมาด้วย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ของพรรคสีแดง ร้อยละ 21.53 อนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคน้ำเงิน ร้อยละ 16.11 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 12.97 ธรรมนัส พรหมเผ่า ร้อยละ 3.61 อื่น ๆ ร้อยละ 8.49 และยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 2.22 ถ้ายึดตามโพลนี้ จะเห็นแนวโน้มของผลการเลือกตั้ง รวมไปถึงมองไปยังสูตรการจัดตั้งรัฐบาลค่อนข้างที่จะชัด
ขณะที่โพลของนิด้า และสถาบันพระปกเกล้านั้น ตัวเลขกลุ่มตัวอย่างที่หลัก 2 พันกว่ารายถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และไม่รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายที่ไปสำรวจนั้นเป็นอย่างไร แต่ขึ้นชื่อว่าโพลย่อมอยู่ที่หลักทางวิชาการของแต่ละหน่วยงานว่าจะกำหนดแนวทางกันไว้อย่างไร ซึ่งบทสรุปของการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร จะเห็นว่า ผลโพลที่ปรากฏกับคะแนนเสียงที่แต่ละพรรคการเมืองได้ ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
น่าจะเป็นไปเหมือนที่ทีมงานของสวนดุสิตโพลวิเคราะห์ตบท้ายจากผลการสำรวจความเห็นล่าสุด ผลสำรวจดังกล่าวเป็นเพียงภาพสะท้อนกระแสนิยมของประชาชนในช่วงเวลาหนึ่ง และ เป็นการบ่งชี้“อุณหภูมิทางการเมือง” เพียงเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติการเมือง ในระบบรัฐสภาไทยยังถูกกำหนดด้วยกติกาเชิงสถาบัน การรวมเสียงในสภา และพลวัตของการต่อรองทางการเมือง ซึ่ง อาจส่งผลให้เจตจำนงของประชาชนไม่อาจแปรเป็นอำนาจรัฐโดยตรงเสมอไป
ดังนั้น คะแนนนิยมกับความจริงในการจัดตั้งรัฐบาล จึงอาจไม่สอดคล้องกัน ถือเป็นลักษณะเฉพาะของประชาธิปไตยไทยร่วมสมัย ด้วยเหตุนี้ สังคมและผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำเป็นต้องเตรียมความเข้าใจและยอมรับผลลัพธ์ที่อาจแตกต่างจากความคาดหวัง โดยมองการเมืองในฐานะกระบวนการมากกว่าผลลัพธ์สุดท้าย ต้องเข้าใจด้วยว่า การเลือกตั้งเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะใช้อ้างความชอบธรรมต่อการได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ส่วนการต่อรองผลประโยชน์ทางการเมืองนั้น นักเลือกตั้งไม่เคยมองเห็นหัวประชาชน
เหมือนกรณีที่พรรคสีส้มตัดสินใจเป็นฝ่ายค้ำ ทั้งที่อ้างเป็นพรรคที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ มั่นคงในหลักการ แต่กลับไปยกมือหนุนพรรคที่ก็รู้กันอยู่ว่าเป็นสายตรงของอนุรักษ์นิยม ซึ่งคือกลุ่มที่กีดกันไม่ให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ก้าวขึ้นเป็นนายกฯ ทั้งที่พรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้ง โดยใช้กลไกของ สว.เป็นตัวชี้ขาด ไม่ใช่เรื่องอ่อนหัดทางการเมือง หรือความต้องการที่จะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จ แต่เป็นเรื่องของเงื่อนไข ข้อเสนอที่ยากปฏิเสธ ท้ายที่สุดปมแก้รัฐธรรมนูญก็ถูกล้มจาก สว.จนเป็นเหตุให้อนุทินยุบสภา
ผลโพลที่ปรากฏ บทวิเคราะห์จากเหล่ากูรูทั้งหลาย อาจฟังไว้เพื่อประดับเป็นความรู้ หรือบางอย่างอาจแค่เอามัน จะยึดถือเป็นคู่มือประกอบการตัดสินใจไม่ได้ ต้องติดตามความเคลื่อนไหว แนวคิด นโยบายของแต่ละพรรค ใครนำเสนอได้โดนใจมากที่สุดก็เลือก ไม่ใช่ไปแห่แหนตามกระแส มากไปกว่านั้น พึงระวังอย่าได้เชื่อข่าวปล่อย ปฏิบัติการไอโอ ที่คาดกันว่า 1-2 คืนก่อนวันเลือกตั้ง จะมีการใช้เพื่อ ทำลายความน่าเชื่อถือของคู่แข่ง และแอบอ้างหรือประกาศให้โลกรู้ว่าพรรคพวกข้าคือสายตรงที่แท้จริง
อรชุน