
พาราสาวะถี
ไม่ได้เหนือความคาดหมาย กรณีคลิปเสียงที่ล่าสุด ศักดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย ในฐานะผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี เขต 5 พรรคภูมิใจไทย เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่เผยแพร่คลิปปริศนา
ไม่ได้เหนือความคาดหมาย กรณีคลิปเสียงที่ล่าสุด ศักดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย ในฐานะผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี เขต 5 พรรคภูมิใจไทย เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่เผยแพร่คลิปปริศนา ดังกล่าวที่ สภ.สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ทั้งที่ บอกว่าเสียงดังกล่าวไม่ใช่เสียงของตัวเอง ทำให้คนส่วนใหญ่เกิดข้อกังขา เมื่อไม่ใช่เสียงของตัวเองแล้วจะไปแจ้งความเพื่ออะไร แต่สิ่งที่ต้องขีดเส้นใต้ หากเรื่องราวที่ปรากฏในคลิปเป็นจริงมากกว่า
ตามเสียงที่ว่าซึ่งระบุเป็นการโทรคุยกับ สจ.รายหนึ่ง เพื่อให้ช่วยสนับสนุน มีการพูดถึงการตั้งรัฐบาล อ้างพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล จะเกิดการปฏิวัติวุ่นวาย ส่วนพรรคเพื่อไทยก็บอกว่าเจ้านายใหญ่ไม่เอา ซึ่งในที่นี้หากตำรวจที่รับแจ้งความก็ต้องไปสืบสวนเอาผิดต้นเสียงดังกล่าวด้วย เพราะ การแอบอ้างเรื่องดังกล่าว เท่ากับทำให้เบื้องสูงแปดเปื้อน ส่วนเรื่องที่ว่าถ้าช่วยพรรคภูมิใจไทยแล้วจะได้ทุกอย่างนั้น เป็นที่รับรู้กันอยู่แล้ว หากไม่มั่นใจว่าจะได้กลับมา คงไม่มีใครโง่มาเป็นนายกรัฐมนตรีและแกนนำรัฐบาลแค่ 2 เดือน
ย้ำมาตลอดว่าให้จับตาดู 1 สัปดาห์สุดท้าย จะมีการใช้วาทกรรมทำลายคู่แข่ง ที่บอกว่าเป็นสุภาพบุรุษ หาเสียงแบบออร์แกนิคมันก็แค่สร้างภาพ ท้ายที่สุดก็หลุดอย่างที่เห็น ทั้งเรื่องการชวนคนมาเผาบ้านเผาเมือง ทั้งเรื่องการโจมตีเรื่องจำนำข้าวของพรรคเพื่อไทย ที่ อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเวทีปราศรัยเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา การแสดงออกเช่นนี้ มันย่อมสะท้อนถึง ภาวะตกเป็นรองในหลายพื้นที่ หากกระแสตอบรับดีและหวังผลถึงชนะเลือกตั้ง ก็น่าจะทำตัวเป็นพระเอกให้ตลอดรอดฝั่ง
ยังไม่นับรวมวิธีสามานย์ที่จะงัดมาใช้สารพัดสำหรับฝ่ายกุมอำนาจ ซึ่งคลิปเสียงที่ปรากฏถือเป็นงานถนัดของพวกที่อยู่กับอำนาจรัฐผ่านกลไกระบบราชการมาก่อน ยังไม่นับรวมวิธีการที่กุนซือหมอผีชี้แนะที่จะเป็นไปในแนวฮาร์ดคอร์ รอดูว่าสองสามวันสุดท้ายจะมีอะไรเปรี้ยงปร้างเพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของคู่แข่งอีกหรือไม่ แต่เชื่อได้เลยว่ากล้าแอบอ้างกันถึงขนาดนี้ ไม่มีอะไรจะต้องเหนียม ต้องทำทุกทางเพื่อให้พรรคสายตรงของอนุรักษ์นิยมเข้าวินให้ได้
เรื่องโพลชี้นำก็ทำกันไม่ได้แล้ว เป็นไปตามข้อบังคับของกฎหมายที่ห้ามเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นใด ๆ อันเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งในช่วง 7 วันสุดท้าย โดย กกต.ได้ประกาศแจ้งเตือนมาแล้วว่า ให้งดเผยแพร่โพลทุกประเภทตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ไปจนถึงเวลา 17.00 น.ของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นั่นหมายความว่า ทุกสำนักโพลที่ทำการสำรวจความเห็นไว้ในขณะนี้ และจะต้องมีการสำรวจความเห็นหลังคูหาเลือกตั้งหรือเอ็กซิทโพล ซึ่งเหล่านั้นจะรู้ผลกันหลังห้าโมงเย็นวันเลือกตั้งเป็นต้นไป
ดังนั้น ความเคลื่อนไหวในช่วงสัปดาห์สุดท้ายที่สื่อจะเกาะติดคือ การไปขึ้นเวทีปราศรัย เดินสายหาเสียงช่วยลูกพรรคของเหล่าแกนนำพรรคต่าง ๆ รวมไปถึงบทบาทในการบริหารจัดการเลือกตั้งของ กกต.แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่คงไม่ได้อยากฟังเพียงแค่บทสัมภาษณ์ชี้แจงของ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.เพียงคนเดียว ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกกต.ก็ต้องแอ็กชันเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสังคม เป็นการเรียกศรัทธาขององค์กรให้กลับคืนมาด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า กกต.จะห้ามเผยแพร่ผลโพลทั้งหลาย แต่ในมุมวิเคราะห์ของบรรดานักวิชาการผ่านเวทีสื่อทั้งที่เป็นกระแสหลัก และสื่อเกิดใหม่แต่ได้รับความสนใจในโซเซียลมีเดียก็จะเข้มข้นขึ้นตามมาด้วย ที่ กกต.จะต้องมอนิเตอร์ คงเป็นบรรดา สื่อเลือกข้าง ที่เวลานี้แทบจะไม่ต้องบอกว่ามีสำนักไหน ถือหางใครบ้าง บางพวกทำตัวเหมือนเป็นกลางแต่ความจริงแล้ว รู้เช่นเห็นชาติกันอยู่ว่ารับงานจากใคร เป็นสายตรงของพวกไหน คนเหล่านี้และที่ต้องติดตามว่า ผู้คุมกฎกล้าที่จะจัดการหรือไม่
คงไม่หนีไปจากทั้งผลสำรวจความเห็น และการคาดเดาของเหล่านักวิชาการทั้งหลาย การแย่งชิงเก้าอี้ สส.เพื่อความเป็นพรรคแกนนำตั้งรัฐบาลถูกตีวงไว้แค่ 3 พรรค ส้ม แดง น้ำเงิน หากตัวเลขเป็นไปตามที่อ่านกันไว้ สูตรตั้งรัฐบาลแทบจะไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น บทสรุปคือ ทั้งสามพรรคจะได้เก้าอี้ผู้แทนไม่ต่ำกว่าพรรคละร้อยที่นั่ง นั่นหมายความว่า ต้องมี 2 ใน 3 พรรคจูงมือกันเข้าสู่อำนาจบริหาร โดยพรรคที่จะถูกเชื้อเชิญมาร่วมงานเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับรัฐบาล น่าจะเป็นที่ได้ สส.หลักสิบเสียง ผสมกับพรรคเล็กพรรคน้อยที่ได้ สส. 1-2 ที่นั่ง
เหตุผลที่พรรคขนาดกลางจะถูกดึงเข้ามาร่วมน้อย นั่นเป็นเพราะ จะเกิดการต่อรองเก้าอี้ในระดับที่สร้างปัญหาต่อการจัดสรรปันส่วน สมมติสองพรรคแกนนำจับมือกันแล้วได้เก้าอี้ สส.เกิน 250 ที่นั่ง หรือไม่ถึงแต่ขาดอีกเล็กน้อย ไม่จำเป็นที่จะต้องไปดึงพรรคที่ได้ สส.ในระดับ 30-40 เสียงมาร่วม เพราะจะติดด้วยเงื่อนไขทางการเมืองที่สั่นคลอนต่อการวางตัวรัฐมนตรี ถ้าเป็นพรรคในระดับ 20 เสียงลงไป ถือว่ามีจำนวนมากพอที่จะช่วยทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพแล้ว
ส่วนพรรคเล็กพรรคน้อยอาจจะ ใช้สูตรรวมตัวกันให้ได้เสียงระดับ 10 ที่นั่งขึ้นไป แลกกับเก้าอี้รัฐมนตรีช่วย 1 ตำแหน่ง หรือตำแหน่งข้าราชการการเมือง เพราะคนเหล่านั้นรู้ดีว่า ยังไงเสียการได้ชื่อว่าเป็นพรรคร่วมรัฐบาลมันสามารถที่จะไปต่อยอดสร้างความมั่งคั่ง และมั่นคงให้ทั้งกับตัวเองและพรรคได้ หากใครไม่ประสงค์ที่จะเปิดตัวแสดงตนว่าเป็นฝ่ายรัฐบาล ก็ใช้วิธีการเหมือนที่ผ่านมาคือ การดูแลกันเป็นครั้งคราว แจกกล้วยตามความยากง่ายของงานที่ต้องการเสียงสนับสนุน
ทั้งนี้ มีรายงานว่าใช่เพียงแต่ฝ่ายกุมอำนาจจะมีไม้เด็ด หมัดน็อกเตรียมเล่นงานฝ่ายตรงข้ามในช่วงใกล้วันหย่อนบัตรเท่านั้น พรรคคู่แข่งก็มีพวก สายข่าวในแต่ละหน่วยงาน ที่สำคัญคือมีการทุ่มเพื่อให้ได้ข้อมูลเด็ดไว้ใช้โต้กลับอีกฝ่ายเหมือนกัน นั่นจึงทำให้บางเรื่องที่เคยคิดว่าจะงัดมากำราบคู่ต่อสู้จึงถูกพับไว้ ทั้งหมดมันเป็นเรื่องของการต่อรอง บอกแล้วว่าวงการนี้ หน้าฉากอาจดูห้ำหั่นเชือดเฉือนกันสุดฤทธิ์ แต่หลังฉากเป็นอีกเรื่อง มีทั้งหวานชื่น และหวานอมขมกลืน แต่ก็ต้องปั้นหน้าทำงานร่วมกันให้ได้เมื่อตกลงผลประโยชน์ลงตัว
อรชุน