
‘เควิน วอร์ช’..เหยี่ยวคืนรัง.!?
การประกาศเสนอชื่อ “เควิน วอร์ช” ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต่อจากเจอโรม พาวเวลล์ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
การประกาศเสนอชื่อ “เควิน วอร์ช” ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต่อจากเจอโรม พาวเวลล์ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนตัวผู้กุมบังเหียนนโยบายการเงินโลกเท่านั้น แต่คือการส่งสัญญาณ “เขย่ากระดาน” ครั้งสำคัญที่นักลงทุนตลาดหุ้นทั่วโลกต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางบริบททางเศรษฐกิจ อันเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้ง ภาวะเงินเฟ้อยังไม่นิ่งและการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี AI ที่เข้ามามีบทบาทต่อผลิตภาพของโลก
การเลือก “วอร์ช” น่าจะส่งผลเชิงบวกต่อความเชื่อมั่น (Sentiment) ของตลาดหุ้น สาเหตุสำคัญมาจากการที่ตลาดมองว่าเขาคือ “คนใน” ที่มีประสบการณ์ตรงจากวิกฤตการเงินปี 2551 และไม่ใช่คนนอกที่ถูกส่งมาทำงานการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เขามี “ประสบการณ์” ในการอ่านกลไกตลาดการเงินอย่างลึกซึ้ง ช่วยลดความกังวลเรื่องการดำเนินนโยบาย ที่ผิดพลาดอาจเกิดขึ้นหากเป็นผู้สมัครที่ขาดประสบการณ์
หัวใจสำคัญทำให้ตลาดหุ้นตื่นตัวคือแนวคิด Supply-side Optimist ที่เขาเชื่อว่าการผสมผสานระหว่าง “นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย” กับ “นโยบายการคลังที่เน้นการลดภาษีและกฎระเบียบ” จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้โดยไม่เกิดเงินเฟ้อรุนแรง (Non-inflationary growth) แนวคิดนี้เป็นบวกอย่างยิ่งต่อตลาดหุ้น นั่นหมายถึงกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนที่จะเพิ่มขึ้น จากต้นทุนภาษีลดลง และค่าเสียโอกาสต่ำลงจากการลดดอกเบี้ย
หากวิเคราะห์ผลกระทบรายกลุ่มอุตสาหกรรม เริ่มจากกลุ่มเทคโนโลยี ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์สูงสุด “วอร์ช” แสดงทัศนะชัดเจนว่า AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หากเขาลดดอกเบี้ยตามคำมั่นสัญญา หุ้นกลุ่มยักษ์เทค ที่มีมูลค่าส่วนใหญ่อยู่ในอนาคตจะถูก Re-rate ราคาขึ้นอย่างรวดเร็ว
กลุ่มธนาคารและการเงิน นโยบายการลดกฎระเบียบ (Deregulation) คือข่าวดีของวอลล์สตรีท การลดความเข้มงวดของกฎหมายควบคุมสถาบันการเงิน จะช่วยให้ธนาคารมีความคล่องตัวในการทำกำไรและบริหารเงินทุนได้ดีขึ้น
กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และสาธารณูปโภค กลุ่มนี้อาจมีความผันผวน เนื่องจากแม้ดอกเบี้ยนโยบายจะลดลง แต่แนวคิดของวอร์ช ที่ต้องการ “ลดงบดุลเฟด” (QT) อาจทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว ไม่ปรับตัวลดลงตาม ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวยังคงอยู่ระดับสูง
ทว่า..สิ่งที่นักลงทุนระดับสถาบันกังวล คือ ความเป็น “อิสระ” และ “สัญชาตญาณดั้งเดิม” ของวอร์ช แม้วันนี้เขาจะดูเหมือนยอมลงรอยกับทรัมป์ เพื่อเข้ารับตำแหน่ง แต่อดีตเขาคือ “สายเหยี่ยว” (Hawkish) ที่เคร่งครัดเรื่องวินัยการเงินอย่างยิ่ง..!!
หากเศรษฐกิจเกิดร้อนแรงเกิน จนเงินเฟ้อดีดกลับมาเหนือ 3% วอร์ชอาจ “ถอดหน้ากากพิราบ” แล้วกลับไปขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรงเพื่อรักษาชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ของตนเอง หากเกิดขึ้นกะทันหัน ตลาดหุ้นอาจเกิดอาการ Panic Sell หรือปรับฐานใหญ่อย่างเลี่ยงไม่ได้
ที่ผ่านมา “เควิน วอร์ช” วิพากษ์วิจารณ์ว่า การที่เฟดถือครองพันธบัตรจำนวนมหาศาลมาโดยตลอด ควรมีบทบาทเล็กลงในระบบเศรษฐกิจ การเร่งลดงบดุล (QT) จะเป็นการดึงสภาพคล่องออกจากตลาดการเงิน ที่ปกติแล้วสภาพคล่องล้นระบบคือตัวดันราคาหุ้น หากเขาลดงบดุลเร็วเกินไป ตลาดหุ้นอาจขาด “แรงหนุน” และเผชิญกับความผันผวนสูงขึ้น แม้ดอกเบี้ยจะต่ำลงก็ตาม
สุดท้ายต้องจับตาถ้อยแถลงหลังการประชุมคณะกรรมนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) ครั้งแรกของ “เควิน วอร์ช” เพราะนั่นจะเฉลยคำตอบว่าเขาคือ “พิราบผู้กอบกู้” ที่จะนำพาทุกดัชนีทำ All-time High หรือจะเป็น “เหยี่ยวจำแลง” ที่รอเวลาจัดระเบียบตลาดหุ้นครั้งใหญ่ด้วยกำปั้นเหล็กกันแน่..!!??