พาราสาวะถี

เริ่มต้นวันทำงานใหม่จันทร์ที่จะถึง เราจะได้เห็นทิศทางของประเทศไทยใครจะเป็นผู้นำพาบ้านเมืองให้ก้าวไปกันแบบไหน จากผลการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้


เริ่มต้นวันทำงานใหม่จันทร์ที่จะถึง เราจะได้เห็นทิศทางของประเทศไทยใครจะเป็นผู้นำพาบ้านเมืองให้ก้าวไปกันแบบไหน จากผลการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ผู้ที่บริการจัดการเลือกตั้งยังคงทำให้สังคมเกิดข้อคำถามไม่เว้นแต่ละวัน ล่าสุด ก็เป็น แสวง บุญมี ที่เลือกใช้วิธีสื่อสารทางเดียว ด้วยการโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงคำพูดที่ไปออกรายการทีวี ท้าทายประชาชน ลงเอยด้วยการโทษฝ่ายที่นำไปเผยแพร่ตัดตอนนำเสนอไม่ครบ

ทั้งที่ ความจริงสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องของบทบาท และการทำงานที่ผ่านมาของ กกต.โดยเฉพาะในส่วนของเลขาธิการ กกต.มากกว่า มันคือภาพสะท้อนความเชื่อมั่น ศรัทธาจากประชาชน ดังนั้นการที่ไปพูดว่า “ไม่ไว้ใจกรรมการ ก็อย่าไปเลือกตั้ง” จะให้คนตีความได้อย่างไร มันไม่ใช่เรื่องการพูดเล่นคำ เปรียบเปรย แบบออกรสออกชาติอย่างที่แสวงอ้าง และยิ่งความที่ตัวเองเป็นเพียงผู้ซึ่งทำหน้าที่สื่อสารแทน กกต.ทั้งองค์กร ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นที่สุด

พฤติกรรมประเภททำผิด แล้วขอโทษตามหลัง รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรืออ้างเหตุผลอะไรก็ตามแต่ มันเป็นสิ่งที่นักการเมืองผู้ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ลิ้นไม่มีกระดูกชอบใช้มากกว่า ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับผู้บริหารองค์กรที่ต้องดูแลการเลือกตั้งทั้งประเทศ และการสื่อสารที่ไม่เลือกจะให้สัมภาษณ์ ตอบคำถามของสื่อมันยิ่งเป็นการทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลง เมื่อทุกอย่างดำเนินการไปด้วยความสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม จึงไม่มีความจำเป็นใด ที่จะต้องใช้วิธีการสื่อสารแบบทางเดียว ทุกอย่างต้องอธิบายให้สังคมเกิดความกระจ่าง

บทบาทในฐานะผู้คุมกฏมันเป็นตัวบ่งชี้ถึงความไว้วางใจของประชาชนต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น การเอาแต่อ้างข้อจำกัดทางกฎหมาย มาเป็นข้อจำกัดในการทำงาน เท่ากับเป็นการลดทอนการรับผิดชอบไปส่วนหนึ่งแล้ว ยิ่งในบริบทที่มีการจัดการเลือกตั้งใหญ่เช่นนี้ แม้จะไม่ได้มีการแบ่งงานกันบริหารของ 7 เสือ กกต.แต่อย่างน้อย คนที่ทำหน้าที่ประธานก็ต้องเป็นผู้นำในการที่จะนำพาองค์กรให้เกิดความเชื่อมั่นต่อประชาชน ไม่เชื่อว่าหัวโขนที่มีจะไม่สามารถทำอะไรได้ แม้แต่การพูดคุย ให้สัมภาษณ์กับนักข่าว

ถ้าสังคมบอกว่า อย่าหวังอะไรกับ กกต.ไม่ศรัทธากับการทำงาน ก็อย่าโกรธ เพราะตัวผู้นำและผู้บริหารเลือกที่จะให้เป็นเช่นนั้นเอง กับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นท่ามกลางข่าวความเคลื่อนไหวของการเตรียมการซื้อเสียงมโหฬาร ฟันธงไว้ได้เลยว่า ผู้คุมกฏไม่สามารถจับมือใครดมได้ สุดท้าย ผลการแถลงก็จะออกมาในรูป ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวนเท่านั้นเท่านี้เรื่อง มีมูลอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนจำนวนเท่านี้ ไม่พบการกระทำผิดจำนวนเท่านั้น แล้วก็ปล่อยให้ทุกอย่างเงียบหายไปกับสายลม

มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ นับตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา เมื่อองค์กรที่กำกับดูแลทำงานกันแบบนี้ นั่นจึงทำให้เหล่านักเลือกตั้งและพรรคการเมือง โดยเฉพาะพวกที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมถือหางสามารถที่จะเดินเกมตามแผนที่วางกันไว้ได้อย่างสบายใจเฉิบ มิหนำซ้ำ บางเรื่องยังมั่นใจกันสุดขีดว่าทำไปแล้วมีคนที่พร้อมจะหลับตาข้างหนึ่งอยู่เสมอ เหมือนกรณีคลิปเสียงประกาศศักดา หากผู้คุมกฏรู้สึกรู้สาเพราะสังคมให้ความสนใจ มีทั้งปมพาดพิงถึงพรรคคู่แข่ง มีเรื่องของการใช้อำนาจรัฐ และการพาดพิงเบื้องสูง เป็นเรื่องที่ไม่ต้องรอให้ใครมาร้อง กกต.สามารถที่จะเข้าไปตรวจสอบเพื่อให้เกิดความสบายใจต่อการเลือกตั้งในพื้นที่ได้

แต่ก็นั่นละอย่าไปหวังอะไร เฝ้ารอดูบทสรุปจากการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงก็แล้วกัน อย่างแรกก่อนถึงวันหย่อนบัตร ปฏิบัติการณ์ไอโอ การสาดโคลน การปล่อยข่าวเพื่อทำลายคู่แข่ง จะเข้มข้นตามที่มีการคาดหมายไว้ในคืนวันศุกร์ต่อเนื่องวันเสาร์หรือไม่ เวทีปราศรัยใหญ่ทิ้งท้ายจะมีหมัดเด็ดของแต่ละค่ายใช้น็อกคู่แข่งอย่างไร ท้ายที่สุด ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะแห่แหนออกไปลงคะแนนกันถล่มทลายเหมือนการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาหรือไม่ ล้วนแต่น่าติดตามทั้งสิ้น

หากยึดตามผลโพลที่เผยแพร่กันก่อนจะเข้าสู่ช่วงห้ามนำเสนอนั้น จะเห็นได้ว่าเสียงของ ผู้มีสิทธิที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะไปเลือกตั้งหรือไม่ ยังอยู่ในระดับที่สามารถเป็นตัวตัดสินเกมการเลือกตั้งได้ ถ้าคนส่วนนั้นไม่พากันนอนหลับทับสิทธิ์ ก็น่าสนใจว่าเสียงที่ร่วมกันโหวตนั้นจะชี้ไปยังสีใด แดง น้ำเงินหรือส้ม หรือจะเป็นการไปใช้สิทธิ์แต่ไม่ออกเสียงเลือกใคร แต่ถ้าจับอารมณ์ความรู้สึกของคนโดยทั่วไป เชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงจะมีคำตอบอยู่ในใจแล้วว่า ต้องไปเลือกเพื่อกำหนดอนาคตประเทศไทย

ส่วนข้อคำถามที่ว่า สูตรจัดตั้งรัฐบาลยังคงเดิมหรือไม่ ถ้าฟังคำตอบจาก 3 หัวหน้าพรรค และเหล่าแกนนำก็จะเป็นไปในทิศทางสงวนท่าที ให้รอดูคะแนนเสียงที่ออกมาก่อน ทั้งที่ เบื้องหลังมีการคุยกันเป็นกรอบหลวม ๆ ไว้แล้ว โดยรายงานบางสายไปไกลถึงขั้นที่ว่า มีการกำหนดกระทรวงที่แต่ละพรรคร่วมรัฐบาลจะส่งคนของตัวเองไปบริหารไว้แล้วเช่นกัน แต่ทั้งหมดต้องอยู่ที่ตัวเลขของเสียงที่ได้ จึงจะจัดสรรปันส่วนกันได้ลงตัว

ในกรณีที่พรรคซึ่งไม่เป็นที่ปรารถนาให้เข้าสู่อำนาจบริหารชนะเลือกตั้ง นั่นยิ่งจะเป็นหนังชีวิต ไม่รู้ว่าจะมีการใช้วิธีไหนเพื่อที่จะสกัดกั้นไม่ให้ตั้งรัฐบาลได้ เพราะหนนี้ไม่มี สว.มาเป็นไม้กันหมาได้แล้ว กรณีนี้ให้ดูกระบวนการในการรับรองผลเลือกตั้ง ที่คาดว่าอาจจะล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น แต่ถ้าเป็นกรณีสองพรรคที่เหลือเข้าวิน ความยุ่งยากก็จะลดน้อยถอยไป อย่างไรก็ตาม ครม.ชุดใหม่น่าจะเป็นรูปเป็นร่างในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมไปแล้ว ทว่าหนนี้จะต้องเร่งดำเนินการให้ไว้ มิเช่นนั้น จะมีปัญหาต่อการพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ทำให้รัฐบาลชุดใหม่ทำงานติดขัด เหมือนที่รัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน เคยเจอมานั่นเอง

อรชุน

Back to top button