ช่วงสั้นทิศทาง SET ขึ้นกับสถานการณ์และความเร็วในการจัดตั้งรัฐบาล

InnovestX มองว่า Kevin Warsh ว่าที่ประธาน Fed คนที่ 16 แทน Jerome Powell ที่จะครบวาระในเดือนพฤษภาคมนี้ จะนำนโยบายการเงินที่ "ผ่อนคลายแต่แตกต่าง" มาใช้


InnovestX มองว่า Kevin Warsh ว่าที่ประธาน Fed คนที่ 16 แทน Jerome Powell ที่จะครบวาระในเดือนพฤษภาคมนี้ จะนำนโยบายการเงินที่ “ผ่อนคลายแต่แตกต่าง” มาใช้ โดยแม้เขามีประวัติเป็น “inflation hawk“ แต่ได้เปลี่ยนท่าทีมาสนับสนุนการลดดอกเบี้ยในช่วงหลัง จาก productivity boom จาก AI และนวัตกรรมเทคโนโลยีจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตได้เร็วขึ้นโดยไม่ก่อเงินเฟ้อ แต่ Warsh เชื่อว่าเงินเฟ้อเกิดจากการพิมพ์เงินของรัฐบาลเกินไป ดังนั้น Fed ในยุคเขาอาจลดดอกเบี้ยแต่กลับมาทำ QT อีกครั้ง ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรชันขึ้น อย่างไรก็ตาม หาก productivity จาก AI ไม่เกิดขึ้นตามคาด หรือการลด balance sheet ก่อให้เกิดวิกฤตสภาพคล่อง ตลาดการเงินอาจเผชิญความผันผวน

InnovestX มองว่า ISM PMI ของสหรัฐฯ สะท้อนภาพที่หลากหลาย โดย Manufacturing ฟื้นตัวแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ 2022 จาก demand ที่พุ่งขึ้นและ order backlogs ที่ขยายตัว แต่ส่วนหนึ่งเป็นการสั่งล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้า ขณะที่ Services ยังแข็งแกร่ง แต่ new orders เริ่มชะลอลง ด้านตลาดแรงงาน ตัวเลข ADP ที่เพิ่มต่ำกว่าคาด สะท้อนภาวะ “stagnant” ที่ไม่ได้แย่ลงแต่ก็ไม่ได้ดีขึ้น ชี้ให้เห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่กว้างขวาง ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังสูง โดยดัชนีย่อยด้านราคาพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบหลายเดือน ภาพรวมดังกล่าวสนับสนุนท่าที FOMC ที่ระมัดระวังและไม่เร่งลดดอกเบี้ย จนกว่าจะเห็นสัญญาณชัดเจนว่าเงินเฟ้อชะลอลงและความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าลดลง

สำหรับตลาดหุ้นไทย InnovestX มองช่วงสั้น SET จะแกว่งตัวไซด์เวย์ในกรอบ 1,300–1,400 จุด โดยปัจจัยในประเทศสำคัญที่ต้องติดตาม คือ สรุปผลคะแนนการเลือกตั้งและความเร็วในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมองหากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วและเป็นขั้วเดิมจะหนุนความต่อเนื่องของนโยบาย ดึงดูด Fund Flow ไหลเข้า ดันให้ SET ปรับขึ้นต่อได้ โดยมีแนวต้าน 1,400 จุด แต่หากเป็นขั้วใหม่หรือการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ Fund Flow อาจชะลอไหลเข้าเพื่อรอดูความชัดเจนของนโยบาย ทำให้ SET ไซด์เวย์ในกรอบ ส่วนปัจจัยภายนอกติดตามนโยบาย ปธน. ทรัมป์ ที่มีต่อต่างประเทศ (ทั้งตะวันออกกลาง ยุโรปและจีน) ซึ่งมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโลก รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ, อาทิ ยอดค้าปลีก และ CPI ซึ่งแม้คาดจะยังไม่เปลี่ยนมุมมองเรื่องดอกเบี้ยสหรัฐฯ แต่เป็นปัจจัยที่ตลาดให้ความสนใจ ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” สำหรับ 2 ธีมหลัก และ 3 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้

  1. หุ้น Earning Play ซึ่งคาดกำไรไตรมาส 4/68 จะเติบโตเด่นเกิน 10% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และเราแนะนำ Outperform จากพื้นฐานธุรกิจมั่นคงและมีโมเมนตัมกำไรที่ดี แนะนำ BGRIM, CHG, GPSC, GULF, OR, PRM
  2. หุ้นปันผลคุณภาพดีเพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนให้แก่พอร์ตลงทุน แบ่งเป็น 1) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะยาว (กำไรแต่ละปีมั่นคง, ผันผวนต่ำ, ฐานะการเงินแข็งแกร่ง, มี SETESG Rating A-AAA และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยคาดให้ Div. Yield สูงเกินปีละ 5%) แนะนำ AP, DIF KTB, PTT, TISCO และ 2) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะสั้น 6 เดือน (กำไรปี 68 มั่นคง, ผันผวนต่ำ, คาดมีเงินปันผลจากกำไรปี 2568 ที่เหลือจ่ายหลังหักเงินปันผลที่ประกาศจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ BAM, KBANK, SAT, THANI
  3. Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้นเก็งกำไรจากคาดหวังการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหลังทราบผลเลือกตั้งและมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยเน้นหุ้น Big Cap. ซึ่งคาดเป็นเป้าของนักลงทุนต่างชาติที่จะกลับมาเพิ่มน้ำหนักตามความชัดเจนทางการเมือง ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (BBL, KTB, KBANK) กลุ่มสื่อสาร (ADVANC) กลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้าง (STECON, CK, SCC) 2) หุ้น Laggard Play เพื่อรับอานิสงส์จากการหมุนกลุ่มเล่นของ Fund Flow โดยเลือกหุ้น SET 50 ซึ่งราคาหุ้นปรับขึ้น YTD ต่ำกว่า SET และ Valuation ถูก โดยมี PBV และ PER 2569F < -1SD อีกทั้งมีพื้นฐานดี แนะนำ CENTEL, CPALL, HMPRO, SAWAD, WHA และ 3) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางจากความไม่แน่นอนของนโยบาย ปธน. ทรัมป์ โดยจะเน้นเก็งกำไรตามรอบข่าว แนะนำ PTTEP, PTT, TOP, SPRC  

นางสาวณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล

ผู้อำนวยการอาวุโส Equity Strategy Team 

  บล. InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX

Back to top button