พาราสาวะถี

บทสรุปการเลือกตั้งปี 2569 ถือเป็นอีกหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ใครจะบันทึกไว้แบบไหนก็แล้วแต่มุมมองที่จะพิจารณากัน ชัยชนะท่วมท้นของพรรคภูมิใจไทย


บทสรุปการเลือกตั้งปี 2569 ถือเป็นอีกหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ใครจะบันทึกไว้แบบไหนก็แล้วแต่มุมมองที่จะพิจารณากัน ชัยชนะท่วมท้นของพรรคภูมิใจไทย ที่ทำให้ อนุทิน ชาญวีรกูล คุยโวได้ข้ามปี ถือเป็นความสำเร็จของฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่สามารถหลอกล่อให้พรรคประชาชนสมยอม ยกมือหนุนให้เสี่ยหนูเข้าสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรี 2 เดือนได้สำเร็จ จนส่งผลให้สามารถต่อยอดความได้เปรียบนำไปสู่การคว้าชัยในสนามเลือกตั้งได้อย่างถล่มทลาย

ถูกอย่างที่ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ว่าไว้นั่นแหละ “น้ำเงินแลนด์สไลด์เพราะส้ม” พรรคส้มทำให้พรรคน้ำเงินเติบใหญ่ขึ้นมาเอง เหตุจากการวางกลยุทธ์ที่ผิดพลาด แถมด้วยพรรคกล้าธรรมที่เติบโตขึ้น เพราะได้ร่วมรัฐบาล 4 เดือนกับพรรคน้ำเงิน พลอยฟ้าพลอยฝนได้ไปด้วยก็เพราะพรรคส้มอีก บทเรียนอันแสนเจ็บปวดคงเป็นเรื่องที่ ฝ่ายเสรีนิยมเป็นผู้ชนะเมื่อครั้งก่อน แต่พรรคส้มทำให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมพลิกฟื้นกลับมา มิหนำซ้ำ ยังกลับมาได้แข็งแกร่งสุด เสียด้วย

ทีนี้เห็นฝีมือการเมืองเก่าหรือยัง ว่าเขาทำกันยังไง พรรคส้มต้องเรียนรู้อีกมาก ตนเตือนด้วยความหวังดีเสมอ ประเทศไทยที่ยังไม่เปลี่ยนก็เพราะพรรคส้มฝันค้าง และคิดว่าตัวเองเก่ง ลำพองตัวกับคะแนนที่เพิ่มขึ้นในปี 2566 อย่างไม่คาดคิด แล้วส่งเด็กเมื่อวานซืนไปสู้ สส.เขตกับบ้านใหญ่ จึงพากันล้มระเนระนาดอย่างที่เห็น ในพื้นที่เขตต่างจังหวัดที่บ้านใหญ่เตรียมตัวมาดี ชูวิทย์จึงย้ำว่าพรรคส้มต้องโทษตัวเอง การไปปากไวพูดว่าประสบการณ์เก่าแบบนั้นทำให้บ้านเมืองฉิบหายมาถึงทุกวันนี้ ไม่ได้ทำให้พรรคส้มชนะการเลือกตั้ง พรรคส้มต้องสั่งสมประสบการณ์อีกมาก เพื่อรับมือและพลิกเกมจากการเมืองเก่าให้ได้

ความเห็นของอดีตเจ้าพ่ออ่างทองคำคงไม่ต่างจากบรรดาคอการเมืองทั้งหลาย ที่มองเห็นปรากฏการณ์ของความไม่ปกติจากผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามนั่นก็คือ หากประชาชนส่วนใหญ่นิยมชมชอบพรรคสีน้ำเงินจริง คะแนนเสียงระหว่าง สส.เขตกับปาร์ตี้ลิสต์มันต้องโตไปด้วยกัน การได้ สส.เขตแตะเกือบ 180 เสียง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ก็ควรจะได้ไม่ต่ำกว่า 40 เสียง เพื่อแสดงถึงความเชื่อมั่นในนโยบาย และผลงานของพรรคภูมิใจไทย

แต่กลายเป็นว่า สส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคสีน้ำเงินมาเป็นอันดับ 2 ห่างจากพรรคสีส้มเกือบเท่าตัว ส่วนเพื่อไทยมาในอันดับ 3 ทั้งสองระบบ จุดนี้สะท้อนให้เห็นถึงอะไร มันคือภาพที่ช่วยทำให้เห็นว่า ฐานเสียงที่เป็นกองเชียร์ผู้เหนียวแน่นของสองพรรคนั้นยังอยู่เหมือนเดิม ที่เสียหายหนักย่อมเป็นพรรคสีแดงในส่วนของ สส.เขต เพราะแม้แต่จังหวัดเชียงใหม่ที่เคยได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของพรรคไม่มีผู้สมัครสอบได้แม้แต่รายเดียว เช่นเดียวกับการสอบตกของ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ที่จังหวัดน่าน ทั้งที่เป็นเจ้าของพื้นที่มายาวนาน

ภาพของผลการเลือกตั้ง สส.เขตเหล่านั้น ถ้าวิเคราะห์กันอย่างตรงไปตรงมาแล้ว สะท้อนถึง กลไกการกุมอำนาจที่ทำให้ได้เปรียบไปครึ่งค่อนตัว รวมไปถึงกระสุนที่ถือว่าไม่พลาดเป้า ซึ่งการจะทำได้เช่นนี้ย่อมมีปัจจัยเกื้อหนุน ทั้งจากรูปแบบการนับคะแนนที่เปลี่ยนไปจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่ให้นำคะแนนไปกองรวมกันแล้วนับ ณ จุดนับคะแนนกลาง ทำให้หัวคะแนนไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าพื้นที่รับผิดชอบในการลั่นกระสุนนั้นเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่

พอเปลี่ยนมาเป็นการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง มันจึงง่ายต่อการที่จะตรวจสอบ ประเภทที่เคยรณรงค์กันรับเงินหมากาเบอร์อื่น มันจึงใช้ไม่ได้ผล และไม่จำเป็นต้องไปถามถึงผลการตรวจสอบ ปราบปรามจาก กกต.ที่บริหารจัดการเลือกตั้ง บทสรุปคือมีการร้องเรียนเข้ามาแต่การตรวจสอบแล้ว ไม่พบการกระทำผิด ส่วนที่จับได้คาหนังคาเขา ถือเป็นพวกไก่อ่อน ที่ต้องรอดูคือกระบวนการประกาศรับรองผลจะใช้เวลานานเหมือนครั้งที่ผ่านมาหรือไม่ 

หนนี้ ผลออกมาเป็นที่พอใจของฝ่ายวางกลไกควบคุมอำนาจ จึงไม่น่ามีเหตุให้ยึกยัก ชักช้า ที่ต้องจับตากันต่อย่อมเป็นเรื่องการจับขั้วตั้งรัฐบาล พิจารณาจากตัวเลข ณ เวลานี้ ความเป็นไปได้ที่ พรรคสีน้ำเงินจะจับมือกับพรรคเขียวอย่างกล้าธรรม บวกกับพรรคเล็กพรรคน้อยอีกประมาณ 15 เสียง เก้าอี้ สส.ของฝั่งรัฐบาลก็จะอยู่ที่ 266 เสียง ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อการที่จะบริหารประเทศ แต่ต้องพิจารณาถึงเสถียรภาพว่าจะมั่นคงยืนระยะได้นานหรือไม่

หากจะให้แน่นปึ้กแข็งแรงต้องเป็น สูตรน้ำเงิน แดง เขียว ที่จะทำให้ เสียงฝ่ายรัฐบาลทะลุไปเกิน 320 เสียง เพียงแต่ว่ากรณีนี้ จะมีปัญหาในเรื่องของการจัดสรรปันส่วนเก้าอี้รัฐมนตรีบ้าง แต่ด้วยความที่พรรคแกนนำมีเสียงมากเกือบ 200 ที่นั่งขนาดนั้น การแบ่งเค้กจึงไม่น่าจะต้องต่อรองอะไรกันมาก สิ่งสำคัญถ้ายึดการสร้างผลงานเป็นด้านหลัก เน้นไปที่เรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง คัดสรรบุคลากรที่สังคมยอมรับให้เกินครึ่งจากทั้ง 3 พรรค ก็เชื่อแน่ว่า น่าจะมีเสียงตอบรับมากกว่าเสียงยี้

แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น วันวานมีเรื่องร้อนที่ส่งผลต่อพรรคสีส้มโดยตรง เมื่อ ป.ป.ช.ลงมติชี้มูลความผิดคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ถูกร้องในความผิดฐานฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีร่วมกันลงชื่อยื่นแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หลังจากนี้ ป.ป.ช.จะรวบรวมสำนวนส่งศาลฎีกา ศาลจะใช้เวลาระยะหนึ่งในการตรวจสอบ หากศาลพิจารณาแล้วเห็นควรประทับรับฟ้องไว้เป็นคดี ถึงเวลานั้นจะส่งผลให้ผู้ถูกกล่าวหาที่มีตำแหน่งทางการเมืองต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยทันที

ในส่วนของ สส.บัญชีรายชื่อมี 8 รายที่อยู่ในกลุ่มนี้ เช่น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ศิริกัญญา ตันสกุล รังสิมันต์ โรม ที่น่าสนใจคือกรณีของ สส.เขต ที่มีทั้ง เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร และ ธีรัจชัย พันธุมาศ สองว่าที่ สส.กทม.รวมอยู่ด้วย แม้จะเป็นจำนวนไม่มาก แต่ด้วยความที่เป็น สส.เขต หากต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ อาจส่งผลดีต่อเสียงของรัฐบาลได้ อย่างไรก็ตาม มาถึงตรงนี้คงไม่มีความน่าหนักใจใด สำหรับเสี่ยหนูและพรรคสีน้ำเงิน อยู่แค่ว่าจะจิ้มเอาใครมาร่วมงานเท่านั้น

Back to top button