
‘หุ้นแบรนด์หรู’ สู่ความผันผวน.!
ระหว่างที่บริษัทสินค้าแบรนด์หรูระดับโลก อย่าง LVMH และ Kering เจ้าของแบรนด์ Gucci กำลังต่อสู้เพื่อฟื้นจากภาวะชะลอตัวยาวนานมา 2 ปี
ระหว่างที่บริษัทสินค้าแบรนด์หรูระดับโลก อย่าง LVMH และ Kering เจ้าของแบรนด์ Gucci กำลังต่อสู้เพื่อฟื้นจากภาวะชะลอตัวยาวนานมา 2 ปี ล่าสุดกำลังเผชิญกับความผันผวนของราคาหุ้นที่รุนแรงมากขึ้น อันเกิดจากการเดิมพันของกองทุนเฮดจ์ฟันด์และความกังวลของนักลงทุน เกี่ยวกับหลายตลาดที่สั่นคลอนจาก AI ฟีเวอร์..!!
“ยอดขายกระเป๋าถือราคาแพง” และเสื้อผ้าดีไซเนอร์แบรนด์ชั้นนำโลก Dior และ Gucci กำลังชะลอตัว จากเคยเฟื่องฟูหลังการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของโควิด และขณะนี้บรรดานักลงทุนกำลังจับตาดูหลายสัญญาณ ที่บ่งชี้ว่าภาคธุรกิจนี้จะกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง
ข้อมูลจาก Hazeltree ผู้ให้บริการข้อมูลกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ระบุว่า หุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์หรูและภาคธุรกิจสินค้าฟุ่มเฟือยของผู้บริโภคในวงกว้าง เป็นหนึ่งในหุ้นที่มีการขายชอร์ตมากสุดช่วงก่อนการรายงานผลประกอบการ
จำนวนสถานะขายชอร์ตที่สูง นั่นหมายถึงนักลงทุนวางเดิมพันว่า ราคาหุ้นจะปรับตัวลดลงสามารถผลักดันให้ราคาหุ้นผันผวนอย่างมาก โดยผลประกอบการดีกว่าที่คาดจะกระตุ้นให้ผู้ขายชอร์ตรีบปิดสถานะขายซื้อหุ้นคืน (cover short)
โดยหุ้น Kering ปรับขึ้น 11% เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากรายได้ไตรมาส 4/68 ของกลุ่มลดลงน้อยกว่าที่คาดไว้และ CEO คนใหม่ Luca de Meo กล่าวถึงสัญญาณการฟื้นตัวที่ “เปราะบางช่วงเริ่มต้น”
ขณะที่ Michael Oliver Weinberg นักลงทุนกองทุนเฮดจ์ฟันด์และที่ปรึกษาพิเศษของกองทุนบริจาคของ Tokyo University of Science ระบุว่า มีสองปัจจัยที่ผลักดันความผันผวนหุ้นกลุ่มแบรนด์เนมหรู อย่าง Kering ประการแรก การลงทุนตามดัชนีได้ล็อกเงินทุนไว้ในตำแหน่ง“ซื้อและถือ” แบบพาสซีฟโดยอ้างถึงวิธีการที่หุ้นจำนวนมากได้นำมาผูกไว้ในกองทุนดัชนี ทำให้มีหุ้นจำนวนน้อยลงที่จะมีการซื้อขายโดยกองทุนแอคทีฟต่าง ๆ กระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
“ประการที่สอง ตลาดปัจจุบันถูกครอบงำโดยกองทุนเฮดจ์ฟันด์แบบที่ใช้ผู้จัดการกองทุนหลายคนที่ซื้อขายโดยเฉพาะตามข่าว และข้อมูลเมื่อพวกเขามีความได้เปรียบด้านข้อมูล หรือการวิจัยหลักทรัพย์”
อิทธิพลที่เพิ่มสูงขึ้นของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ได้ผลักดันให้หุ้นยุโรป มีความผันผวนมากขึ้นวงกว้าง ตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่การที่สินค้าแบรนด์หรูพึ่งพาการใช้จ่ายของกลุ่มคนร่ำรวย ทำให้สินค้ากลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ มากกว่าสินค้าอื่น ๆ หลังช่วงตลาดขาขึ้นที่ร้อนแรง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับความผันผวนรุนแรงมากขึ้น อันเกิดจากกระแสความนิยมของหุ้น AI
โดย de Meo ซีอีโอของ Kering กล่าวว่า ตลาดหุ้นเป็นตัวชี้วัดการใช้จ่ายสินค้าหรูของชาวอเมริกันและชี้ให้เห็นถึงการปรับฐานของตลาด AI ว่า เป็นความเสี่ยงที่สำหรับกลุ่มสินค้าหรูในยุโรป
de Meo ระบุว่า “ชาวอเมริกันจำนวนมากมีเงินออมอยู่ในหุ้น ดังนั้นหากตลาดหุ้นยังคงแข็งแกร่ง การบริโภคจะยังคงขับเคลื่อนการเติบโตได้ต่อไป แต่หากเกิดการล่มสลาย, ฟองสบู่ AI หรือเรื่องอื่นใดเราค่อยมาคุยกันอีกครั้ง”
ขณะที่กองทุนเฮดจ์ฟันด์ต่าง ๆ ซื้อขายตามความผันผวนของความเชื่อมั่น ส่วนบรรดานักลงทุนระยะยาวในบริษัทสินค้าแบรนด์หรูทั้งหลายจึงต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
“คริสโตเฟอร์ รอสส์บัค” หุ้นส่วนผู้จัดการของ J. Stern & Co ในกรุงลอนดอน ในฐานะผู้ถือหุ้น LVMH ระบุว่า หุ้นหลายตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และมีการกระจุกตัวสูงเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าผู้คนต่างวิตกกังวลอย่างมาก และทุกคนต่างต้องการสั่งขายหุ้น”
“ต้องพิจารณาปัจจัยพื้นฐานบริษัท และมองข้ามสิ่งรบกวนต่าง ๆ เพราะมีปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นเป็นวงจรกับบริษัทสินค้าหรูต่าง ๆ แต่พวกเขากำลังแก้ไขปัญหาเหล่านั้น”
นักลงทุนบางราย มองหาการสลับเปลี่ยนการลงทุนระหว่างแบรนด์สินค้าหรูต่าง ๆ โดยหวังว่าจะได้กำไรจากการพลิกฟื้นของบริษัท ขณะที่ Kering ที่กำลังต่อสู้ดิ้นรน ราคาหุ้นปรับขึ้น แต่ยอดขายลดลงน้อยกว่าที่คาดไว้ ด้าน Hermes ผู้ผลิตกระเป๋า Birkin ที่ผ่านพ้นช่วงชะลอตัวมาได้อย่างไม่เสียหาย กลับมีราคาเพิ่มขึ้นเพียง 2.5% ส่วน Hermes มีราคาซื้อขายอยู่ที่ 45 เท่าของอัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้นล่วงหน้า (forward P/E) มากกว่าของ LVMH ถึง 2 เท่า