หุ้นไทย Panic หรือ Risk-off.!

ปรากฏการณ์ “ตะวันออกกลางเดือด” ทำให้ตลาดหุ้นไทย (SET) ต้องตกอยู่ในภาวะ Risk-off อย่างรุนแรง และเริ่มมีสัญญาณ Panic กับหุ้นบางกลุ่ม


ปรากฏการณ์ “ตะวันออกกลางเดือด” ทำให้ตลาดหุ้นไทย (SET) ต้องตกอยู่ในภาวะ Risk-off อย่างรุนแรง และเริ่มมีสัญญาณ Panic กับหุ้นบางกลุ่ม หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลและอิหร่าน เริ่มยกระดับกลายเป็นความรุนแรงทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง

ผลกระทบต่อ SET Index เกิดขึ้นทันที หลังเปิดตลาดภาคเช้าปรับลดลง 2% หลุดแนวรับจิตวิทยา 1,500 จุด มาอยู่ที่บริเวณ 1,495-1,496 จุด แต่สถานการณ์ไม่ดีขึ้นสุดท้ายปิดตลาด 1,466.51 จุด ติดลบ 61.75 จุด หรือ 4.04% ด้วยมูลค่าซื้อขายกว่า 113,077 ล้านบาท 

ท่ามกลางราคาน้ำมัน ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีความกังวลเรื่องการปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” กระทบต่ออุปทานน้ำมันโลถกว่า 20%

ทำให้นักลงทุนเข้าสู่โหมดหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk-off) อย่างชัดเจนด้วยการขายสินทรัพย์เสี่ยง เทขายหุ้นบิ๊กแคป (Big Cap) เช่น KBANK-SCC-SCB-AOT และ TRUE เพื่อโยกเม็ดเงินเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) อย่างทองคำ-เงินดอลลาร์สหรัฐ และพันธบัตรรัฐบาล ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น และค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 31.60 บาทต่อดอลลาร์

บรรดานักวิเคราะห์ มองว่า แม้จะมี Panic Selling ช่วงระยะสั้น แต่ไทยมี “บังเกอร์” สำคัญในกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์ (Speculative Buy) หุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น PTT-PTTEP-TOP-SPRC รวมถึงกลุ่มเดินเรือ PSL-TTA-RCL ที่ได้อานิสงส์จากค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ดีต้องระวังกลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานสูง อย่าง BGRIM-GPSC และกลุ่มที่อ่อนไหวต่อกำลังซื้อหรือ เงินเฟ้ออย่างกลุ่มไฟแนนซ์และการบิน

แต่ปรากฏข้อมูลการซื้อขายรายกลุ่ม พบว่า สถาบันในประเทศ ขายสุทธิกว่า 5,995 ล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ ขายสุทธิกว่า 1,624 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิกว่า 656 ล้านบาท นักลงทุนทั่วไป ซื้อสุทธิกว่า 8,276 ล้านบาท

กลายเป็นว่าทั้ง “สถาบันในประเทศ” เช่นเดียว “บัญชีหลักทรัพย์” (โบกรเกอร์) ที่มีเครื่องมือและนักวิเคราะห์ต่าง ๆ เกิดอาการ Panic มากสุดซะอย่างนั้น..!?

ปรากฏการณ์ Panic (Panic Selling) หรือ “อาการตื่นตระหนก” นี่คือพฤติกรรมที่เกิดจาก “อารมณ์” (Emotion) มักเกิดขึ้นเมื่อมีข่าวร้ายกะทันหัน หรือเห็นราคาหุ้นดิ่งลงแรง จนนักลงทุนกลัวว่า “จะขาดทุนมากกว่านี้” จึงรีบเทขายทุกอย่างที่มี โดยไม่สนปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) หรือการวิเคราะห์ใด ๆ 

ผลลัพธ์คือราคามักจะลงลึกเกินจริง (Oversold) เพราะแรงขายที่เกิดขึ้นพร้อมกันจากความกลัว

ส่วน Risk-off หรือ “สภาวะตลาดที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยง” นี่คือ “การปรับกลยุทธ์” (Strategic Shift) ของนักลงทุนโดยรวม เมื่อตลาดเริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลก มีความไม่แน่นอน (เช่น สงคราม, อัตราเงินเฟ้อสูง, นโยบายดอกเบี้ย) นักลงทุนจะมีการทยอยลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยง (หุ้น, Crypto) เพื่อโยกเงินไปอยู่ในสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) เช่น พันธบัตรรัฐบาล, ทองคำ หรือถือเงินสด

ผลลัพธ์ คือ การปรับพอร์ตเพื่อตั้งรับไม่ใช่การเทขายแบบหนีตายไร้สติ แต่เป็นความพยายามที่จะรักษามูลค่าเงินลงทุนไว้ช่วงสถานการณ์ตลาดที่มีเสี่ยงสูง

ความความเป็นจริงบนโลกการลงทุน Panic และ Risk-off  มักเกี่ยวข้องกัน เพราะเมื่อเกิดสภาวะ Risk-off ทอดเวลานาน จนความอดทนนักลงทุนหมดลง หรือมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นสามารถเปลี่ยนเป็น Panic ได้ทันที..!!

Back to top button