‘ยูโรโซน’ กลางวงล้อมไฟสงคราม

สภาวะเศรษฐกิจกลุ่มประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโร กำลังก้าวเข้าสู่บททดสอบสำคัญอีกครั้ง หลังสำนักงานสถิติยุโรปรายงานตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค ที่สร้างความประหลาดใจให้แก่ตลาด


สภาวะเศรษฐกิจกลุ่มประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโร กำลังก้าวเข้าสู่บททดสอบสำคัญอีกครั้ง หลังสำนักงานสถิติยุโรปรายงานตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค ที่สร้างความประหลาดใจให้แก่ตลาด โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ดีดตัวขึ้น มาอยู่ที่ 1.9% จากเดิมที่ระดับ 1.7% ช่วงเดือนก่อนหน้า 

ตัวเลขนี้ไม่เพียงแต่สูงกว่าที่เหล่านักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ แต่สะท้อนถึงโครงสร้างราคา ที่เริ่มเปลี่ยนแปลง โดยมี “ภาคบริการ” และ “ราคาอาหาร” เป็นฟันเฟืองหลักที่คอยขับเคลื่อนให้เงินเฟ้อยังคงยืนระยะได้สูงแม้ว่าก่อนหน้านี้ราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลง จะเคยช่วยพยุงสถานการณ์ไว้ได้มาระยะหนึ่งก็ตาม

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไป คือ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ซึ่งได้ทำการตัดปัจจัยที่มีความผันผวนสูงอย่างราคาอาหารสดและพลังงานออกไปแล้ว ปรากฏว่าตัวเลขนี้ขยับขึ้นจาก 2.2% มาสู่ระดับ 2.4% ในเวลาเพียงเดือนเดียว

การเร่งตัวขึ้นของเงินเฟ้อในภาคบริการสะท้อนให้เห็นว่า กำลังซื้อภายในภูมิภาค ยังคงมีอยู่และต้นทุนการดำเนิน งานที่เกี่ยวข้องกับค่าแรงเริ่มส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อราคาสินค้าขั้นสุดท้าย

ท่ามกลางตัวเลขที่เริ่มขยับสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางได้กลายเป็น “ตัวแปรสอดแทรก” ที่อันตรายราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นกว่า 10% ภายในระยะเวลาอันสั้นจากการสู้รบที่ทวีความรุนแรง กระทบโดยตรงต่อเส้น ทางการขนส่งพลังงานและต้นทุนการผลิตทั่วโลก

“เจพี มอร์แกน” วิเคราะห์ความเชื่อมโยงที่น่าสนใจว่าหากราคาน้ำมันในรูปสกุลเงินยูโร พุ่งขึ้นทุก ๆ 10% จะส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นทันที  0.11% ภายในไตรมาสเดียว

นั่นหมายความว่าหากราคาน้ำมันยังทรงตัวอยู่ระดับสูงเช่นนี้ต่อไป อาจเห็นเงินเฟ้อยูโรโซนทะลุเพดานเป้าหมายที่ 2% ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

คำถามที่สำคัญสุดขณะนี้คือ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะดำเนินนโยบายอย่างไร ในการประชุมวันที่ 19 มี.ค. 69 แม้กระแสกดดันจากราคาน้ำมันจะดูรุนแรง แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่า ECB จะเลือกการ “ตรึงดอกเบี้ย” ที่ระดับ 2% ต่อไปตลอดทั้งปี 2569

เนื่องจากการคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2570 ยังอยู่ระดับที่ควบคุมได้และนโยบายการเงินมักใช้เวลา 12-18 เดือน ในการส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริง บทเรียนจากอดีต ECB เคยถูกวิจารณ์ว่าดำเนินนโยบายล่าช้าปี 2565 ทำให้ครั้งนี้พวกเขาต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

สหภาพยุโรปในวันนี้ เปรียบเสมือนคนที่กำลังเดินอยู่บนทางแพร่ง ระหว่างการรักษาเสถียรภาพของราคากับการประคองการเติบโตของเศรษฐกิจ ที่ยังเปราะบางจากผลกระทบของสงคราม หากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ลุกลามจนทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นกว่า 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง

จนเราอาจได้เห็น “ยาแรง” จาก ECB เร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

แต่ขณะนี้ “ความระมัดระวัง” และ “การเฝ้าสังเกตการณ์” ยังคงเป็นอาวุธหลักของผู้กำหนดนโยบาย เพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะไม่หลุดจากวิถีการฟื้นตัวที่ตั้งเป้าไว้

Back to top button