
พายุ 2 ทิศทางเศรษฐกิจไทย.!!
เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ “พายุสองทิศทาง” ที่โถมเข้ามาจากความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์โลก โฟกัสที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไร้ข้อยุติ
เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ “พายุสองทิศทาง” ที่โถมเข้ามาจากความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์โลก โฟกัสที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไร้ข้อยุติ ส่งผลให้ต้นทุนพลังงาน กลายเป็นตัวขับเคลื่อนเงินเฟ้อฝั่งอุปทาน ที่ยากควบคุมด้วยเครื่องมือทางการเงินแบบเดิมๆ สถานการณ์นี้สร้าง “รอยปริแตก” ชัดเจนขึ้นกับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
โดยเฉพาะสิ่งที่ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรียกว่า “ความไม่เท่ากัน” หรือความลักลั่น ของผลกระทบที่แต่ละภาคส่วนได้รับ..
ความกังวลสูงสุดเวลานี้ไม่ใช่ตัวเลข GDP ที่ชะลอตัว แต่คือสถานะของ “กลุ่มเปราะบาง” และ “ผู้ประกอบการรายย่อย” หรือ SMEs ที่กำลังเผชิญกับแรงกระแทกหนักกว่าใครเพื่อน เมื่อราคาน้ำมันดีเซลดีดตัวขึ้นจากฐานเดิม 30 บาท สู่ระดับฐานใหม่ 40 บาทต่อลิตร ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ปั๊มน้ำมัน แต่มันซึมลึกเข้าทุกอณูของราคาสินค้าอุปโภคบริโภค สำหรับครัวเรือนรายได้สูง ภาระที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นเพียงรายจ่ายส่วนเกินพอจัดการได้ แต่สำหรับผู้มีรายได้น้อยที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารและการเดินทางสูงเกือบทั้งหมดของรายได้..
นี่คือวิกฤติการดำรงชีพที่บีบคั้นสภาพคล่องจนแทบไม่เหลือทางออก
“ภาคธุรกิจ” เห็นภาพความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนเช่นกัน ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสายป่านยาว มีนวัตกรรม และมีอำนาจในการต่อรองราคาสามารถใช้ “กันชนทางการเงิน” ประคองตัวผ่านวิกฤติไปได้ ในทางตรงกันข้าม SMEs ไทย ส่วนใหญ่ยังติดกับดักการแข่งขันเชิงปริมาณ มีกำไรบางเฉียบและขาดนวัตกรรมที่จะช่วยลดต้นทุนระยะยาว เมื่อเจอทั้งเงินเฟ้อที่พุ่งสูงและกำลังซื้อภายในประเทศที่หดตัว SMEs จึงเป็นกลุ่มแรกๆ ที่สัญญาณไฟสีแดงเริ่มกะพริบ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนส่งและท่องเที่ยวที่ต้นทุนพลังงานคือหัวใจหลักของกำไรขาดทุน
ความท้าทายของภาครัฐคือการแยกแยะว่าวิกฤติรอบนี้เกิดจาก Supply Shock ไม่ใช่ Demand Shock การใช้ยาแรงอย่างการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อสกัดเงินเฟ้อในสถานการณ์ที่คนไม่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว อาจกลายเป็นการซ้ำเติมบาด แผล ธปท.จึงส่งสัญญาณชัดว่า นโยบายการคลังควรเป็น “พระเอก” ในการแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากกว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือการสร้างงานจะส่งผลยั่งยืนกว่าการแจกเงินเยียวยาเพียงระยะสั้นที่อาจสร้างฐาน GDP ที่สูงเกินจริงและส่งผลเสียต่อเสถียรภาพในปีถัดไป
“มิติหนี้ครัวเรือน” การขอความร่วมมือสถาบันการเงินในการ “ปรับโครงสร้างหนี้” ไม่ใช่เพียงการเลื่อนจ่าย แต่ต้องเป็นการปรับให้สอดคล้องกับความสามารถที่แท้จริง มาตรการอย่าง Credit Boost หรือ การลดค่าธรรมเนียม FIDF เพื่อลดต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้โดยตรง เป็นเครื่องมือที่ธปท.พร้อมนำมาใช้เพื่อป้องกัน ไม่ให้หนี้ครัวเรือนกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ในวงกว้าง ซึ่งจะกลายเป็นระเบิดเวลาที่ทำลายระบบสถาบันการเงินไทยในอนาคต
สิ่งที่น่ากังวลสุด คือ การคาดการณ์ที่ว่าแม้ความขัดแย้งตะวันออกกลางจะยุติลง แต่ราคาน้ำมันและต้นทุนการผลิตอาจไม่กลับไปอยู่ที่จุดเดิมก่อนเกิดวิกฤติ เงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มจะค้างอยู่ระดับ 3-4% ต่อไปอีกระยะหนึ่ง เศรษฐกิจไทยจึงต้องเร่งปรับตัวจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและแรงงานราคาถูก สู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) เพื่อให้รายได้ของประชาชนเติบโตทันกับค่าครองชีพที่ขยับฐานสูงขึ้นอย่างถาวร
สิ่งสำคัญคือ “ความรอบคอบ” การก้าวผ่านวิกฤติที่ไม่เท่ากันนี้ ต้องอาศัยการประสานงานระหว่างนโยบายการเงินที่รักษาสมดุลเสถียรภาพและนโยบายการคลัง ต้องฉีดเงินลงไปให้ตรงจุด เพื่อประคองกลุ่มอ่อนแอสุดไม่ให้ล้มหายไปก่อนที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจจะกลับมาเดินหน้าได้เต็มกำลังอีกครั้งช่วงปี 2570