
วิกฤตสงคราม..โอกาสตลาดรถ EV
ตัวเลขยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) 37 ประเทศทั่วโลก ทำลายสถิติสูงสุดรายเดือนช่วงมีนาคม-เมษายน 2569 หลังราคาน้ำมันสูงขึ้น
ตัวเลขยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) 37 ประเทศทั่วโลก ทำลายสถิติสูงสุดรายเดือนช่วงมีนาคม-เมษายน 2569 หลังราคาน้ำมันสูงขึ้น ผลพวงสงครามตะวันออกกลาง ผลักดันให้ผู้บริโภคหันมาซื้อรถ EV มากขึ้น จากเดิมก่อนหน้านี้ยอดขายรถ EV หลายประเทศเคยลดลง เนื่องจากมาตรการจูงใจการซื้อถูกยกเลิกไป
แต่วิกฤตพลังงานที่เกิดจากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้รถ EV กลับมาเป็นที่น่าสนใจมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพลวัตการใช้งานรถ EV จากเดิมถูกขับเคลื่อนด้วยกฎระเบียบและเงินอุดหนุน ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดมากขึ้น
ข้อมูลจาก S&P Global Mobility หน่วยงานวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและโซลูชั่นเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ ระบุว่า จาก 150 ประเทศ มี 28 ประเทศที่มียอดขายรถ EV รายเดือนสูงสุดช่วงเดือนมีนาคม และอีก 9 ประเทศ ที่มียอด ขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ช่วงเดือนเมษายน
“เกาหลีใต้” ที่พึ่งพาน้ำมันจำนวนมากจากตะวันออกกลาง มียอดขายรถ EV เดือนมีนาคม-เมษายน เพิ่มขึ้น 140% เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน จำนวนกว่า 80,000 คัน นอกจากนี้ยังมีอัตราการใช้รถ EV เพิ่มขึ้นเป็น 26%
“ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ยอดขายเพิ่มขึ้น 40% เป็น 90,000 คัน โดยรถ EV ครองส่วนแบ่งการตลาด 16% ของตลาดรถยนต์ในภูมิภาค ขณะที่ยอดขายรถ EV ในสหภาพยุโรป (EU) เพิ่มขึ้น 40% ฟื้นตัวจากภาวะตกต่ำก่อนหน้านี้
แต่ “จีน” มียอดขายลดลง 8% เหลือ 1.33 ล้านคัน เนื่องจากช่วงเดือนมกราคม มีการลดมาตรการจูงใจทางภาษีสำหรับการซื้อรถยนต์ โดยส่วนแบ่งการตลาดของรถ EV เพิ่มขึ้นเป็น 42%
“สหรัฐ” ที่ยกเลิกมาตรการอุดหนุนช่วงเดือนกันยายน 2568 มียอดขาย EV ลดลงอย่างมากถึง 20% ขณะที่ “ญี่ปุ่น” ที่ใช้เงินอุดหนุนเพื่อควบคุมราคาน้ำมันเบนซิน มียอดขายรถ EV เพิ่มขึ้น 50% ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน แม้ยอดขายจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปรับปรุงมาตรการอุดหนุนรถ EV เมื่อเดือนมกราคม แต่ส่วนแบ่งทางการ ตลาดของรถ EV ในญี่ปุ่นยังอยู่ที่ 2% เท่านั้น
แม้ว่าการเติบโตของยอดขายรถ EV ทั่วโลกอยู่ที่เพียง 8% เนื่องจากตลาดขนาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ และจีน มียอดการเติบโตลดลง แต่อีก 148 ประเทศ กลับมียอดขายรถ EV พุ่งขึ้น 50% และมีอัตราการใช้รถ EV สูงถึง 12%
นอกจากนี้รถ EV มีสัดส่วนยอดขายรถยนต์มือหนึ่งเกิน 10% ใน 38 ประเทศ และเกิน 16% ใน 28 ประเทศ นับเป็นจุดเปลี่ยนสู่การใช้งานรถ EVอย่างแพร่หลายมากขึ้น
องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เผยแพร่รายงานเมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า การตอบสนองต่อวิกฤตพลังงานครั้งนี้ จะกำหนดทิศทางตลาดรถยนต์ทั่วโลกต่อไปอีกหลายปีข้างหน้า
วิกฤตการณ์น้ำมันช่วงทศวรรษ 1970 ทำให้ตลาดรถยนต์ขนาดใหญ่ซบเซาลง และรถขนาดเล็กที่ประหยัดน้ำมันกว่าของญี่ปุ่น ได้รับความนิยมไปทั่วโลก
ขณะที่สงครามอิหร่าน ปัจจุบันอาจส่งผลกระทบต่อรถ EV ในลักษณะเดียวกัน แม้กระทั่งเมื่อความตึงเครียดจบลงก็ตาม เนื่องจากผู้บริโภคได้ซื้อและสัมผัสถึงข้อดีของรถ EV มากขึ้น
ขณะนี้ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีน กำลังขยายการดำเนินงานไปทั่วโลก ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถ EV ตามข้อมูลจากกลุ่มอุตสาหกรรมของจีน ระบุว่า ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา จีนมีการส่งออกรถยนต์เพิ่มขึ้น 70% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 900,000 คัน โดยหมวดหมู่ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่รวมถึงรถ EV และปลั๊ก-อินไฮบริด มีการส่งออกเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า เป็น 430,000 คัน หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งหมด
ข้อมูลจาก IEA ระบุว่า ปี 2568 รถ EV และปลั๊ก-อินไฮบริด ที่จำหน่ายในตลาดนอกสหรัฐฯ ยุโรปและจีน สัดส่วน55% เป็นการนำเข้ามาจากจีน และเอเชียตะวันออกฉียงใต้ ที่พึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางอย่างมาก
ล่าสุดรถ EV ราคาถูกจากจีน เริ่มแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจากรถยนต์ญี่ปุ่นแล้ว.!!!