
พาราสาวะถี
การที่ใช้คนอย่าง ศุภชัย ใจสมุทร กับ ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ในฐานะ สส.พรรคภูมิใจไทย ไปคัดง้างกับ รักชนก ศรีนอก
การที่ใช้คนอย่าง ศุภชัย ใจสมุทร กับ ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ในฐานะ สส.พรรคภูมิใจไทย ไปคัดง้างกับ รักชนก ศรีนอก ประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ และ รังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่ได้จัดให้มีการประชุมร่วมกรรมาธิการสองคณะ เพื่อพิจารณาโครงการ TH-AI Passport มูลค่ากว่า 1.6 พันล้านบาท ย่อมสะท้อนให้เห็น ถึงการเอาจริงเอาจังต่อการเดินหน้าโครงการนี้
นั่นเป็นเพราะมี “ลูกนก” ไชยชนก ชิดชอบ ลูกชายของอาจารย์ใหญ่พรรคสีน้ำเงิน เนวิน ชิดชอบ นั่งว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือดีอี ที่เป็นเจ้าของโครงการดังว่า การตั้งหน้าตั้งตาค้านด้วยเหตุผลว่าคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ไม่มีอำนาจในการเรียกประชุมเพื่อตรวจสอบโครงการนี้ รวมทั้งไม่เข้าข่ายที่จะต้องประชุมร่วมกรรมาธิการสองคณะ หากเป็นกรรมาธิการจากพรรคอื่นอาจพอมองได้ว่าเป็นเรื่องของหลักการที่มีเหตุผล แต่พอเป็นคนที่อยู่ในระดับมือกฎหมายสำคัญของพรรคสีน้ำเงิน มันย่อมนำมาซึ่งความกังขาของสังคมเป็นธรรมดา
ว่ากันว่า ความเห็นต่างหรือข้อขัดแย้งในการประชุมร่วมของสองคณะกรรมาธิการหนนี้ ไม่ได้เป็นไฮไลต์ของการประชุม จุดที่ชี้ชวนให้สังคมหรือคนส่วนใหญ่คิดตามคงเป็นความเห็นของ ชาดา ไทยเศรษฐ์ ตัวตึงขาใหญ่ของพรรคสีน้ำเงินจากอุทัยธานี ที่งานนี้เจ้าตัวพูดตรงไปตรงมา เรื่องคอมพิวเตอร์ตนโง่ และไม่คิดจะฉลาดด้วย แถมโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดีอีคืออะไร ไม่รู้ว่ามันมีประโยชน์อะไร ไม่เพียงเท่านั้น ยังเหน็บแนมกระทรวงดีอีด้วยว่าไม่รู้มีไว้ทำไม มีไว้เก็บเงินพวกออนไลน์หรือยังไง
ดูเหมือนว่าจะเป็นการตีแสกหน้าพวกเดียวกันเอง แต่งานนี้การออกโรงยี่ห้อชาดา น่าจะมองเห็นความไม่ชอบมาพากลบางประการของโครงการดังว่า ซึ่งตามมาด้วยการสอนมวย ไอซ์ รักชนก กับ รังสิมันต์ โรม ด้วยว่า โครงการที่มองเห็นว่ามีความไม่ชอบมาพากล เข้าข่ายจะทุจริต ไม่ต้องเรียกข้าราชการมาแก้ต่าง เตรียมข้อมูลไว้ต่อสู้ ถ้าเชื่อมั่นในความไม่โปร่งใส มีข้อมูลความไม่ชอบมาพากล รวบรวมหลักฐาน แล้วตั้งโต๊ะแถลงข่าวทีเดียว ยื่น ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบไปเลย พร้อมสำทับด้วยว่า ถ้าพบความผิดจริง ตนยินดีที่จะร่วมยื่นเอาผิดด้วย
พอจะเข้าใจได้ ประสานักเลงโบราณน่าจะรำคาญกับเรื่องที่มองเห็นว่าไม่ใช่โครงการใหญ่โต มีคนได้ประโยชน์ไม่เท่าไหร่ และเป็นกลุ่มที่จำเพาะเจาะจง มากไปกว่านั้น น่าจะเห็นแล้วว่ามีใครได้รับผลประโยชน์จากการเดินหน้าโครงการนี้ แม้จะรู้อยู่ว่าเป็นเรื่องของคนโตในพรรค หากใครติดตามความเคลื่อนไหวของผู้ยิ่งใหญ่จากอุทัยธานีก็จะรับรู้ว่า ทุกความเห็นนั้นล้วนแต่เป็นความปรารถนาดีในฐานะผู้มีบารมีในพรรคคนหนึ่งเหมือนกัน ทุกการทักท้วงเพราะมองเห็นแล้วว่าอะไรที่ ข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรง มันจะทำให้พรรคที่กำลังรุ่งโรจน์ดับวูบเอาง่าย ๆ
ส่วนประเด็นเสียงวิจารณ์ความขัดแย้งภายในพรรคสีน้ำเงิน อันเป็นผลมาจากข่าวที่ อนุทิน ชาญวีรกุล ดึงงานกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือสำนักงานอีอีซี และการเป็นประธานคณะกรรมการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ กพอ. มาจากมือ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่มอบหมายให้ดูแลก่อนหน้า เพื่อมาดูแลเองนั้น ถ้าพิจารณาจากการแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำมันในช่วงต้นของสถานการณ์ตะวันออกกลาง ก็จะเข้าใจได้ว่า กรณีนี้ไม่น่าจะเป็นความบาดหมาง หรือยึดงานกันโดยไม่เกรงใจ
ข่าวที่ออกมาถือว่าใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด นั่นก็คือ พิพัฒน์ไม่ชอบการทำงานที่ต้องมีการปะทะกัน เนื่องจากการประสานงานระหว่างสำนักงานอีอีซี กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอนั้นมีการปะทะกันมาโดยตลอด จึงมีการเสนอให้อนุทินเข้ามาดูแลเอง ประกอบกับนายกฯ ตั้งเป้าหมายให้อีอีซีเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลก และเป็นศูนย์กลางการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งจะต้องประสานงานร่วมกับหลายหน่วยงาน การดึงการบริหารงานอีอีซีกลับมากำกับดูแลเองโดยตรง จึงตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว
ส่วนประเด็นที่ว่าการยึดเอางานนี้คืนมาจากพิพัฒน์ เป็นผลพวงมาจากความไม่พอใจต่อท่าทีของรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ยืนกราน ไม่เห็นด้วยกับการแก้สัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน นั้น ไม่เป็นความจริง เพราะตัวอนุทินเองก็เป็นคนที่ออกคำสั่งไม่ให้แก้สัญญาโครงการนี้ ซึ่งในทางปฏิบัติแม้จะถูกดึงงานอีอีซีไป แต่พิพัฒน์ยังคงกำกับดูแลการรถไฟแห่งประเทศไทยที่เป็นเจ้าของโครงการนี้ ดังนั้น หากยังยืนยันในท่าทีดังกล่าวก็สามารถที่จะไม่อนุมัติให้เกิดการแก้ไขสัญญาได้เช่นเดียวกัน ความพยายามที่จะจุดพลุให้เกิดความขัดแย้งต่อกรณีนี้จึงไม่น่าจะเป็นผล
ความน่าสนใจต่อสถานการณ์ภายในพรรคสีน้ำเงิน วงในให้โฟกัสที่ปัญหาภายในกระทรวงมหาดไทยมากกว่า เนื่องจากถูกมองว่าอาจจะเกิดการขบเหลี่ยมกันระหว่างเสี่ยหนูกับครูใหญ่ของพรรค อันเนื่องมาจากการควบคุม สั่งการระดับผู้บริหารของกระทรวงคลองหลอด ปมอธิบดีกรมการปกครอง ผู้ว่าราชการและรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต รวมไปถึงประเด็นแชทไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” ของปลัดจังหวัดภูเก็ต ล้วนแต่เป็นปัญหา การรับคำสั่งคนละสาย แสดงอิทธิพลคนละฝั่ง นั่นเอง เพียงแต่ว่าเวลานี้มีการหันหน้ามาคุยกันขอ “อย่าล้ำเส้น” กันเกินไป การให้เกียรติ นับถือและดูแลกันยังจะคงเป็นไปปกติเหมือนเช่นเคย
อรชุน