ถอดรหัส S&P กับมุมมองเสถียรภาพไทย

บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P รายงานการวิเคราะห์อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยด้วยการคงอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ BBB+


บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings (S&P) รายงานการวิเคราะห์อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยด้วยการคงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)

โดย S&P ประเมินว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแท้จริง (Real GDP Growth) ปี 2569 จะเติบโตอยู่ที่ 2% สะท้อนผลกระทบจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก กดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มจะกลับมาฟื้นตัว ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป โดยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 2.3% ช่วงปี 2569-2572

ขณะที่รายได้ต่อหัวจะเพิ่มขึ้นจาก 8,000 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เป็น 9,000 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลชุดใหม่ จะช่วยสนับสนุนความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายภาครัฐ และเอื้อต่อการผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และโครงการลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว โดยเฉพาะโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง การลงทุนของรัฐวิสาหกิจ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

ขณะเดียวกัน “ภาคการท่องเที่ยว” ยังเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทยแม้ไตรมาส 1/69 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย ลดลงประมาณ 2.4% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน อย่างไรก็ตาม S&P ประเมินว่ามาตรการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวและการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของภาครัฐ จะช่วยสนับสนุนและยกระดับมูลค่าเพิ่มให้แก่ภาคการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลไทย จะยังดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุล เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบจากปัจจัยความเสี่ยงภายนอก โดย S&P คาดว่า การขาดดุลทางการคลัง จะอยู่ที่ประมาณ 3.2% ของ GDP ช่วงปี 2569 และ 2570 ขณะที่การก่อหนี้รัฐบาลสุทธิ (Net Accumulation of Government Debt) จะเพิ่มขึ้นเป็น 3.5% ของ GDP ช่วงปี 2569 ก่อนทยอยปรับลดลงมาเฉลี่ยที่ 3.1% ช่วงระหว่างปี 2569-2572

“ประเทศไทย” มีภาคการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลอยู่ที่ประมาณ 2% ของ GDP ช่วงปี 2569 และเฉลี่ย 2.1% ช่วงระหว่างปี 2569-2572 ขณะที่ฐานะการเงินต่างประเทศ และทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ระดับสูง ช่วยเสริมความสามารถการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก และสนับสนุนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย

โดยปัจจัยสำคัญที่ S&P จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของไทย นั่นคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศ ที่มีรายได้ระดับเดียวกัน (Peers) รายได้ต่อหัว (Income per capita) และแนวโน้มของการเข้าสู่สมดุลทางการคลัง ตลอดจนเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจ

รายงานการวิเคราะห์อันดับ “ความน่าเชื่อถือของประเทศไทย” สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ที่ได้รับการสนับสนุนจากความแข็งแกร่งของฐานะการเงินต่างประเทศและความสามารถในการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

“เสถียรภาพ” ดังกล่าวจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพการเติบโตและรองรับโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไปในอนาคต..!!

Back to top button