
พาราสาวะถี
ปัญหากระทรวงมหาดไทยปมทุจริตสอบท้องถิ่น ทำท่าว่าจะเป็น ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้สัมพันธ์ภายในพรรคภูมิใจไทยเกิดรอยร้าวจนยากที่จะประสานกันหรือไม่
ปัญหากระทรวงมหาดไทยปมทุจริตสอบท้องถิ่น ทำท่าว่าจะเป็น ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้สัมพันธ์ภายในพรรคภูมิใจไทยเกิดรอยร้าวจนยากที่จะประสานกันหรือไม่ เห็นชัดจากคำสั่งของ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ให้มีการจัดวางกำลังดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งเป็นสถานที่เก็บไฟล์ผลสอบท้องถิ่นอย่างเข้มงวด ตามมาด้วยการเดินทางไปตรวจสถานที่ทั้งสองแห่งด้วยตนเองช่วงกลางดึกของวันเสาร์ที่ผ่านมาก่อนเดินทางไปฝรั่งเศส ย่อมสะท้อนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ธรรมดาแน่นอน
มีการกำชับเสียงเข้มให้ อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อย่าให้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้หลักฐานเด็ดขาด ส่วนเจ้าหน้าที่ก็มีการเตรียมรถน้ำดับเพลิงไว้พร้อมตลอด 24 ชั่วโมง มันไม่ใช่การวางมาตรการวัวหายล้อมคอก หรือแสดงให้เห็นความเอาจริงเอาจังเพื่อให้ประชาชนเกิดความสบายใจ เพราะประสาคนกันเองและทันกัน ย่อมมองออกว่าเมื่อเดินเกมว่าด้วยการช่วงชิงอำนาจภายในกระทรวงคลองหลอด ย่อมรู้ธาตุแท้ของอีกฝั่งเป็นอย่างดี
ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่แชทไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” จนมาถึงการขบเหลี่ยมกันของผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตกับรองผู้ว่าฯ สองราย กระทั่งมาถึงปมทุจริตสอบเป็นข้าราชการท้องถิ่น และมีประเด็นวกกลับไปยัง รุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ตผู้ปูดแชทไลน์ดังว่า ถูกจับกุมและสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ฐานพัวพันกับการทุจริตสอบท้องถิ่นดังกล่าว มันย่อมสะท้อนให้เห็นถึง กลเกม จากการช่วงชิงกลไกอำนาจบริหารของฝ่ายการเมือง ได้เป็นอย่างดี
ไม่ต้องอ้างว่ากระบวนการทั้งหมดดำเนินการโดยผู้บริหารระดับสูงฝ่ายข้าราชการประจำ ทั้งปลัดกระทรวงและอธิบดี ทั้งหมดเมื่อแยกภาพข้าราชการแต่ละรายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ ก็จะเห็นภาพของฝ่ายการเมืองที่ให้การสนับสนุน ท่วงทำนองเอาจริงเอาจัง ขึงขังของเสี่ยหนูหนนี้ คงจะเป็นการการันตีถึงความพยายามสลัดภาพการอยู่ภายใต้อาณัติของ เนวิน ชิดชอบ กุนซือผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคสีน้ำเงินได้เป็นอย่างดี
ที่ผ่านมานับตั้งแต่คราวกบฏภูมิใจไทย แยกตัวออกจากพรรคนายใหญ่ไปจับมือตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร หนนั้น “ปู่จิ้น” ชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดาของเสี่ยหนูสวมหัวโขน มท.1 ก็ตกอยู่ภายใต้การชี้แนะ และจัดการของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ด้วยเหตุผลเคยเป็นลูกหม้อของกระทรวงคลองหลอด รู้เส้นสนกลในเป็นอย่างดี ซึ่งหนนั้นต้องยอมรับใน บารมีของพี่น้องจากบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ที่ทำให้กลุ่มสส.ที่จับมือกันมาเพิ่งเริ่มตั้งไข่พรรคสีน้ำเงิน มีพลังต่อรองจนได้กุมบังเหียนกระทรวงเกรดเอทั้งสิ้น
ประกอบกับเสี่ยหนูเพิ่งจะหันหัวเรือมาเตรียมความพร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำพรรค จึงยอมให้พี่เนกับน้องชายบริหารจัดการได้เต็มที่ ครั้นเมื่อได้มานั่งหัวหน้าพรรคเต็มตัว และผ่านการร่วมงานทั้งรัฐบาลสืบทอดอำนาจ และรัฐบาลพลิกขั้ว อำนาจกดข่มที่เคยมีมา ความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องอาจดำเนินไปในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย แต่กลายเป็นว่าลึก ๆ ฝ่ายถืออำนาจนำ กลับถูกล้ำเส้นในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้าย การดึงข้าราชการไปเป็นพวก จุดนี้ยังพอหลับตาข้างหนึ่งได้
จนมาถึงรัฐบาลอำนาจเต็มปัจจุบัน ความฮึกเหิมในการใช้อำนาจของบ้านใหญ่ ไม่ได้หยุดแค่การดึงผู้บริหารระดับข้าราชการเป็นพวก สั่งการได้ตามความต้องการเท่านั้น หากแต่หลายเรื่องที่ได้ดำเนินไปในลักษณะของโครงการซึ่งต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน กลับพบว่า มีความพยายามในการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องที่เป็นเครือข่ายอันไม่ได้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ที่จะได้ทางการเมือง มันจึงทำให้เสี่ยหนูเริ่มรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย จนอาจเป็นภัยสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลได้
ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นภายในกระทรวงมหาดไทยเวลานี้ จึงเป็นเรื่องของการบริหารจัดการอำนาจ ไม่เพียงแต่เสี่ยหนูที่จงใจส่งสารให้รับรู้ว่า อย่าล้ำเส้นกันเกินไป แต่ยังหมายถึงการทำให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้แสดงพลังในฐานะที่เป็นสายตรงของมท.1 เพื่อไม่ให้ระดับอธิบดีที่เป็นสายตรงของคนกันเองมาเบ่งกล้ามโชว์ ช่วงเวลาหลังจากนี้จึงน่าสนใจว่า ระหว่าง อำนาจที่ได้รับพลังหนุนอันวิเศษจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม กับ อำนาจที่เกิดจากการประสานกลุ่มก้อนการเมืองต่าง ๆ เพื่อดูแลกันในเรื่องผลประโยชน์ ใครจะแข็งแกร่งกว่ากัน ทั้งที่ผ่านมาก็พยายามเคลียร์กันหลายรอบ ทว่ายังจบกันไม่ลง
คงมองเห็นจากสภาพการเมือง (ภายในพรรคสีน้ำเงิน) ที่เป็นไปในขณะนี้นี่กระมัง จึงทำให้ ทักษิณ ชินวัตร บอกกับนักข่าวในวันที่ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.กับ สก.เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า อยากให้ทุกคนสามัคคีกัน บ้านเมืองเราต้องการความสามัคคี เพราะปัญหาของเรายาก และยังมีปัจจัยภายนอกเข้ามา วันนี้ทุกคนต้องสามัคคี รักและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ไม่รู้ว่ากระตุกให้เสี่ยหนูจดจำภารกิจที่ได้รับมาพร้อมกันหรือไม่ แต่สารที่สื่อมาเช่นนี้ ย่อมทำให้ท่านผู้นำน่าจะรู้สึกอุ่นใจ และเชื่อได้ว่าพรรคนายใหญ่พร้อมโอบอุ้มหากเกิดปัญหาถึงขั้นแตกหักกับกุนซือคนสำคัญ
ท่วงทำนองของทักษิณ ณ วันนี้ ถือว่าอยู่ในภาวะลอยตัวแต่ไม่อาจมองข้ามได้ แม้จะบอกถึงทิศทางทางการเมือง ส่วนตัวไม่เคลื่อนไหว ไม่ทำหน้าที่นักการเมือง แต่เมื่อถูกถามถึงการวางมือเจ้าตัวบอกว่า แล้วแต่จะวางตรงไหน ยอมรับว่ายังติดตามสถานการณ์บ้านเมือง เรื่องเศรษฐกิจปากท้อง จริง ๆ แล้วก็เป็นห่วงชาวบ้าน เพราะหนี้ครัวเรือนสูง หนี้ประเทศก็สูง ดังนั้น เห็นใจรัฐบาล ในการจะช่วยประชาชน เพราะเป็นเรื่องยาก เห็นใจและให้กำลังใจทุกคน คำตอบแบบนี้คงไม่มีใครฟันธงว่าคือการวางมือร้อยเปอร์เซ็นต์ น่าจะเป็นการถอยห่าง วางตัวให้อยู่เหนือความขัดแย้งมากกว่า เพราะเพื่อไทยนาทีนี้ไม่ได้ไม่เสียอะไรอยู่แล้ว
อรชุน