เกิดอะไรขึ้นกับหุ้น IPO

ครึ่งแรกของปี 2569 ผ่านไป แต่ตลาดหุ้นไทยมี IPO เข้าซื้อขายเพียง 1 คือ บริษัท ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ UNIX เท่านั้น


ครึ่งแรกของปี 2569 ผ่านไป แต่ตลาดหุ้นไทยมี IPO เข้าซื้อขายเพียง 1 คือ บริษัท ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ UNIX เท่านั้น

ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ “น้อย”

แต่กลับสะท้อนว่าการระดมทุนของตลาดทุนไทยกำลังทำงานผิดปกตินะครับ

หากย้อนดูปี 2568 ตลาดหลักทรัพย์ฯ มี IPO เพียง 18 บริษัท ระดมทุนรวม 8,991 ล้านบาท ต่ำที่สุดในรอบ 14 ปี นับตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งถือว่าค่อนข้างแย่แล้ว แต่ครึ่งแรกของปีนี้กลับแย่ยิ่งกว่า

ตอนนั้นหลายคนบอกว่าเป็นเพราะตลาดหุ้นตก

แต่วันนี้ดัชนีฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ระหว่าง 1,500-1,600 จุด ความเชื่อมั่นเริ่มดีขึ้น เงินทุนต่างชาติเริ่มกลับมา 

ปุจฉาคือ แล้วทำไม IPO ยังเงียบล่ะ?

แปลว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ภาวะตลาด” เพียงอย่างเดียวใช่ไหม

แต่อาจไปอยู่ที่ “ระบบ” ด้วย (หรือเปล่า)

ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการต่างบ่นตรงกันว่า กระบวนการเข้าจะทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (IPO) ใช้เวลานานขึ้น เกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลละเอียดขึ้น และการตรวจสอบเข้มงวดมากขึ้น

แน่นอนว่าการคุ้มครองนักลงทุนเป็นเรื่องจำเป็น

แต่เมื่อกฎเกณฑ์เพิ่มขึ้น ต้นทุนก็เพิ่มขึ้น

ทั้งค่าที่ปรึกษา ผู้สอบบัญชี ที่ปรึกษากฎหมาย และเวลาในการเตรียมตัว

สำหรับบริษัทขนาดกลางหรือเล็ก ต้นทุนเหล่านี้อาจสูงเกินกว่าจะคุ้มกับเงินที่ระดมได้

ยิ่งตลาดยังให้มูลค่าหุ้น (Valuation) ไม่สูงเหมือนในอดีต เจ้าของกิจการจึงเลือก “รอ” หรือไม่ก็หันไปหาแหล่งเงินทุนรูปแบบอื่น เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

บางรายเลือกขายหุ้นให้ Private Equity บางรายระดมทุนกับนักลงทุนเฉพาะกลุ่ม และบางรายเริ่มมอง “ตลาดต่างประเทศ” ที่ให้ความคล่องตัวมากกว่า

เรื่องนี้น่ากังวล เพราะหากบริษัทคุณภาพไม่เลือกเข้าตลาดหุ้นไทย

ผู้ลงทุนไทยก็จะเหลือทางเลือกน้อยลง

ตลาดทุนก็จะสูญเสียความสามารถในการเป็นแหล่งระดมทุนของเศรษฐกิจ

ทว่า คำตอบไม่ใช่อยู่ที่การลดมาตรฐานนะครับ

แต่เป็นการแยกมาตรฐานให้เหมาะกับขนาดและความเสี่ยงของกิจการ

บริษัทขนาดใหญ่กับบริษัทเติบโตเร็ว อาจไม่จำเป็นต้องใช้ “กฎชุดเดียวกัน” ทุกเรื่อง

สำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ อาจต้องทบทวนขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ลดระยะเวลาการอนุมัติ ใช้ระบบเปิดเผยข้อมูลดิจิทัลมากขึ้น และกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ประกอบการคาดการณ์ต้นทุนและแผนงานได้

ขณะเดียวกัน ตลาดก็ต้องช่วยสร้างสภาพคล่องหลังเข้าซื้อขาย เพราะผู้ประกอบการไม่ได้กังวลแค่ “เข้าตลาดได้หรือไม่”

แต่กังวลว่า “เข้ามาแล้วจะมีคนซื้อหุ้นหรือเปล่า”

ตลาดทุนที่ดี ไม่ได้วัดจากจำนวนบริษัทที่อยู่ในตลาด

แต่วัดจากจำนวนบริษัทที่ “อยากเข้ามา” ด้วย

สำหรับหุ้น IPO หลายตัวในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เปิดเทรดแล้วต่ำกว่าราคาจอง

บางตัวลดลงมาก ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อ IPO ลดลง และเมื่อความต้องการซื้อไม่มาก เจ้าของกิจการก็ไม่อยากขายหุ้นในราคาต่ำ (P/E ต่ำ)

เพราะเท่ากับระดมทุนได้น้อยลง และต้องยอมลดมูลค่ากิจการของตัวเอง

สุดท้ายจึงเลือก “รอ” แทนที่จะ “เข้า”

นี่จึงเป็นภาวะที่ทั้งผู้ออกหุ้น นักลงทุน บริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน และโบรกเกอร์ ต่างอยู่ในสถานะรอเหมือนกัน

รอให้กฎเกณฑ์เดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และรอให้ตลาดทุนกลับมามีความเชื่อมั่น

Back to top button