เคาะขวาแบงก์ ลุ้นกำไรโต

หากไล่เรียงไทม์ไลน์ในการเล่นหุ้นที่เห็นกันมาตลอดหลายปีก็คือ หุ้นแบงก์มักเป็นตัวนำตลาดหุ้นเป็นประจำ ซึ่งเห็นได้จากคำแนะนำให้ “ซื้อ”


หากไล่เรียงไทม์ไลน์ในการเล่นหุ้นที่เห็นกันมาตลอดหลายปีก็คือ หุ้นแบงก์มักเป็นตัวนำตลาดหุ้นเป็นประจำ ซึ่งเห็นได้จากคำแนะนำให้ “ซื้อ” เมื่อสิ้นไตรมาส 1 ไตรมาส 2 ไตรมาส 3 และไตรมาส 4 พร้อมกับมีคำอธิบายจากนักวิเคราะห์ว่า กำไรน่าจะโตกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังโตกว่าจากในไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นสตอรี่ที่นักลงทุนขาประจำเข้าใจรูปแบบการเล่นลักษณะนี้เป็นอย่างดีนะจ๊ะ

วานนี้อีฉันถึงรู้สึกดีใจที่เห็นดัชนีขึ้นมายืนปิดที่ระดับ 1,593.56 จุด บวกไป 5.33 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 9.25หมื่นล้านบาท เพราะเหมือนเป็นการทลายกำแพงความกังวลว่า ดัชนีจะไม่สามารถวิ่งผ่านแนวต้าน 1,600 จุดได้ในระดับหนึ่ง และหากแรงซื้อยังเข้ามาในกลุ่มแบงก์เป็นจำนวน ต่อจากนั้นย้ายไปในกลุ่มไฟแนนซ์ พร้อมกับลุยหุ้นพลังงานต่อ “โมนิก้า” ก็เชื่อว่า ดัชนีจะขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านดังกล่าวได้ในไม่ช้านะตัวเอง

ที่น่าสนใจคือ วานนี้สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน หรือ IAA ออกมาเปิดเผยบทวิเคราะห์ว่า ดัชนีสิ้นปีจะอยู่ที่บริเวณ 1,619 จุด “โมนิก้า” ถึงเชื่อเหลือเกินว่า นี่เป็นจังหวะของการ follow buy เพราะหลายคนยังเชื่อว่า เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวดีขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งเป็นผลมาจากรัฐบาลเร่งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเต็มตัว และในเบื้องต้นยืนยันได้จากเม็ดเงินในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” สะพัดดีเหลือเกินจ้า

เมื่อเม็ดเงินสะพัดหุ้นกลุ่มแรกที่ได้รับประโยชน์เต็ม ๆ ก็คือแบงก์ และหุ้นที่เป็นดาวเด่น และล้อไปกับนโยบายรัฐคงหนีไม่พ้น KTB ซึ่งวันนี้ขึ้นมายืนที่ระดับ 39.75 บาท บวกไป 1.75 บาท หรือขึ้นไป 4.61% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.96 พันล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่เรียกว่า “ไฮแล้ว ไฮอีก” ซึ่งทำให้นักวิเคราะห์อัพเป้าเป็นระยะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อีฉันเลยต้องถามนักลงทุนว่า ปีหน้าหุ้นจะทำไฮได้อีกไหม? (มองยาว ๆ กันไปเลย)

เช่นเดียวกับในรายของ SCB ซึ่งเป็นหุ้นที่ “โมนิก้า” ชื่นชอบมาเป็นเวลานาน และจุดเด่นที่ทำให้หุ้นตัวนี้ครองใจนักเล่นก็คือ “ปันผลเด่น” อีฉันจึงไม่เคยมีคำถามคาใจเมื่อหุ้นย่อตัวลงมาเรื่อย ๆ เพราะมันเป็นเรื่องของกำไรที่ไม่ออกมาตามที่นักลงทุนคิด แต่อย่าลืมว่า นั่นเป็นแค่ระยะสั้น ๆ เพราะหลังจากนั้นกำไรก็กลับมาดีเหมือนที่นักวิเคราะห์ประเมิน หุ้นถึงวิ่งขึ้นมารอข่าวดี ก่อนจะปิดไปที่ระดับ 153.50 บาท บวกไป 6 บาท หรือขึ้นไป 4.07% ด้วยมูลค่า 1.43  หมื่นล้านบาทนะจ๊ะ

ประเด็นดังกล่าวทำให้ “โมนิก้า” ต้องหันมามองหุ้น BBL เพื่อชี้ให้เห็นว่า นี่เป็นหุ้นที่โตมั่นคงแบบช้า ๆ ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้นักลงทุนสายอนุรักษนิยมชื่นชอบสุด ๆ อีฉันจึงไม่แปลกใจที่หุ้นตัวนี้สามารถวิ่งขึ้นมายืนปิดที่ระดับ 191 บาท บวกไป 11 บาท หรือขึ้นไป 6.11% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.37 พันล้านบาท พร้อมกับทำราคาสูงสุดในรอบ 7 ปี หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ราคาขึ้นมาใกล้กับช่วงที่กำลังเกิดโควิดนะนายจ๋า

ส่วนแบงก์ตัวท็อปที่เป็นขวัญใจรายย่อย “โมนิก้า” ขอมองไปที่หุ้น TTB ซึ่งเป็นหุ้นต่ำสิบที่นักลงทุนทุกกลุ่มเข้าถึงง่าย และที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นความสามารถในการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่อง ผนวกกับมีเรื่องของผลตอบแทนจากเงินปันผลที่อยู่ในระดับ 5–6% และยังมีเรื่องซื้อหุ้นคืนเพื่อช่วยดันหุ้น และเพิ่มผลตอบแทนจากเงินปันผล อีฉันเลยมองว่า การยืนปิดที่ระดับ 2.56 บาท บวกไป 0.10 บาท หรือขึ้นไป 4.07% ด้วยมูลค่า 1.05 พันล้านบาท ไม่ใช่ยอดสุดของเที่ยวนี้จ้า

ปิดท้ายกันที่หุ้น KKP ซึ่งพยายามขึ้นมายืนเหนือระดับ 100 บาทอีกครั้ง ก่อนจะยืนปิดไปที่ระดับ 101 บาท บวกไป 2 บาท หรือขึ้นไป 2.02% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.58 พันล้านบาท แต่ยังเป็นราคาสูงสุดในรอบ 30 กว่าปี “โมนิก้า” มองเป็นเกมที่นักเล่นขาลุยต้องติดตามดูกันอย่างใกล้ชิด เพราะเขาว่ากันว่า ไตรมาส 2 กำไรจะพุ่งกระฉูด ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้ค่าธรรมเนียมดีลใหญ่ ๆ เยอะมากนะซี

โมนิก้าและทีมงาน

Back to top button