3 เรื่องร้อน..ทุบหุ้นไทย

กราบสวัสดีแฟนคอลัมน์ และเหล่านักลงทุนทุกท่านอีกครั้ง พร้อมกับขอพูดถึงหน้าจอหุ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา มันทำให้หัวใจเดี๊ยนเต้นระทึกเป็นจังหวะสามช่าตามประสาคนอินกับ “กระดานหุ้น” ทุกวินาทีจริง ๆ


กราบสวัสดีแฟนคอลัมน์ และเหล่านักลงทุนทุกท่านอีกครั้ง พร้อมกับขอพูดถึงหน้าจอหุ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา มันทำให้หัวใจเดี๊ยนเต้นระทึกเป็นจังหวะสามช่าตามประสาคนอินกับ “กระดานหุ้น” ทุกวินาทีจริง ๆ และบอกเลยว่าช่วงนี้ ตลาดหุ้นไทยกำลังสู้ชีวิตกันหนักมาก แม้จะพยายามยืนในโซนแนวรับ 1,640 จุด แต่ดันเจอสารพัดปัจจัยทั้งใน และต่างประเทศรุมเร้า จนกลายเป็น “สมรภูมิปราบเซียน” อย่างแท้ทรู! 

ด้วยเหตุนี้ถึงทำให้ “โมนิก้า” ขอสรุป 3 เรื่องร้อนที่นักลงทุนกำลังเม้าท์มอยกันหนาหู พร้อมประเมินช็อตถัดไปให้เห็นภาพชัด ๆ หลังดัชนีสามารถประคองตัวปิดที่ระดับ 1,644.39 จุด บวกไป 3.36 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 8.92 หมื่นล้านบาทอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า นักลงทุนบางกลุ่มยังมองตลาดหุ้นไทยในมุมบวก และภาวนาให้นักลงทุนมองเรื่องร้อนที่เกิดขึ้น จนทำให้ราคาหุ้นทรุดลงในช่วงสั้น ๆ มันคือโอกาสซื้อของถูกนะจะบอกให้

ประเด็นแรกที่เดี๊ยนของเม้าท์มอยก็คือ งบแบงก์ไตรมาส 2 ออกครบปุ๊บ ก็ทำให้นักลงทุน “เฮลั่น” แต่ก็นำมาสู่แรงขายในลักษณะ “Sell on Fact” กันทั้งนั้น! โดยมีทั้งตัวที่กำไรเด่นทะลักอย่าง KKP และ TTB และตัวที่ทำผลงานน่าผิดหวัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ “โมนิก้า” เม้าท์ให้ฟังไปเมื่อสัปดาห์ก่อน  แต่ถ้ามองไปข้างหน้าก็คิดว่า หุ้นแบงก์จะเริ่มสร้างฐานใหม่ เพราะความกังวลเรื่องหนี้เสียค้ำคออยู่เบา ๆ จังหวะนี้ถ้าจะช้อนหุ้น ต้องเลือกตัวที่จ่ายปันผลสูงนะตัวเอง

สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ในเมื่อประเทศไทยโดนสหรัฐฯ รีดภาษีศุลกากรชุดใหม่ในอัตราสูงสุด 12.5% โดยมีผลบังคับใช้วันที่ 24 ก.ค. ซึ่งครอบคลุมสินค้าส่งออกเกือบทั้งหมด พร้อมกับคำกล่าวอ้างที่ว่า ประเทศไทยล้มเหลวในเรื่องจัดการแรงงานทาส แต่หุ้นแบงก์พุ่งสวนความกังวลที่เกิดขึ้นทั้งประเทศแบบนี้ “โมนิก้า” ตีความได้อย่างเดียวว่า น่าจะเป็นการซื้อเพื่อรับข่าวปันผลครึ่งปีแรกนะออเจ้า

เรื่องดังกล่าวสอดคล้องกับก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน เพราะนักลงทุนต่างชาติลุยเก็บหุ้นไทยติดต่อกันยาวนาน จนทุบสถิติในรอบ 3 ปีครึ่ง โดยมียอดซื้อสะสมเดือน ก.ค. ทะลุ 4.5 หมื่นล้านบาท ผนวกกับตลาดหุ้นโลกฝั่งเทคโนโลยีเริ่มเกิดการปรับฐานแรง จึงทำให้เม็ดเงินดังกล่าวไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่ม แบงก์ พลังงาน และปิโตรเคมี ซึ่งทำให้ดันดัชนีวิ่งฉิวตั้งแต่ต้นเดือนไงล่ะคะ

โดยสิ่งที่น่าคิดถัดมาก็คือ แม้ภาพระยะสั้นจะมีแรงกดดันจากตลาดหุ้นทั่วโลกทิ้งตัวลงแรงอีกครั้ง เพราะความกังวลเรื่องหุ้นเทคโนโลยีมีราคาที่สูงเกินไป แต่ตลาดหุ้นไทยยังมีกระสุนหนุนจากมาตรการภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่อง Thailand FastPass ที่ตั้งเป้าดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ 7 แสนล้านบาท ในกลุ่ม Data Center และ EV จึงเชื่อว่าเงินทุนต่างชาติน่าจะไม่ไหลออกรุนแรง แต่จะเลือกสลับกลุ่มเล่นไปหาหุ้นปลอดภัยแทนนะจะบอกให้ 

ประเด็นสุดท้ายที่สร้างเรื่องปวดหัวหนักสุดคงหนีไม่พ้นความตึงเครียดตะวันออกกลางที่กลับมาปะทุรุนแรงอีกครั้ง ส่งผลให้ความเสี่ยงทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นในทันที โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่มีราคาทะลุ 100 เหรียญต่อบาร์เรล กลายเป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ “โมนิก้า” ถึงมองว่า เรื่องนี้จะค่อย ๆ คลี่คลายเหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นในเดือน มี.ค.–พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งตอนนั้นน้ำมันดิบพุ่งขึ้นไปถึง 120 เหรียญต่อบาร์เรลนะจ๊ะ

เมื่อมองไปข้างหน้าจะเห็นว่าในวิกฤตย่อมมีโอกาส และในจังหวะที่ตลาดกังวลเรื่องนี้ หุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำอย่าง PTTEP  มักจะยืนระยะได้ดีจากราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวในระดับสูง แถมเที่ยวนี้มีคนพูดถึงหุ้นโรงกลั่นอย่าง SPRC มากกว่าปกติ และยังมีแรงซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก “โมนิก้า” จึงอยากให้นักลงทุนมองหุ้นเหล่านี้มากเป็นพิเศษ เพราะราคาที่เห็นยังห่างจากเป้าที่นักวิเคราะห์ให้ไว้เจ้าค่ะ

ปิดท้ายวันนี้ย้ำกันอีกครั้งว่า นาทีนี้ดัชนีกำลังถูกทดสอบอย่างหนักหน่วง ดั่งคำโบราณที่ว่าไว้ “สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร” เดี๊ยนจึงอยากเม้าท์ว่า อย่ากระโดดไล่ราคาหุ้นเด็ดขาด และให้เน้นกลยุทธ์ตั้งรับในหุ้นพื้นฐานดีที่กำไรครึ่งปีหลังมีลุ้นโตต่อเนื่อง เพราะภาพที่เห็น ณ เวลานี้มันเป็นเรื่องข่าวลบจากภายนอกเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ภายในประเทศรัฐบาลกำลังพยายามฟื้นเศรษฐกิจแบบนี้..ทุกอย่างน่าจะดีขึ้นไม่ใช่เหรอจ๊ะ

โมนิก้าและทีมงาน

Back to top button