ศึก ‘โพลีซิลิคอน’ ..เทรดวอร์ ‘สหรัฐ-จีน’ ระลอกใหม่

โลกเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด กำลังเปิดฉากสงครามการค้ารอบใหม่ ที่ดุเดือดขึ้นอีกระดับ


โลกเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด กำลังเปิดฉากสงครามการค้ารอบใหม่ ที่ดุเดือดขึ้นอีกระดับ เมื่อสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อกำหนดอัตราภาษีนำเข้า 15% สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจาก “โพลีซิลิคอน” (Polysilicon) พร้อมกำหนดราคานำเข้าขั้นต่ำ (Minimum Import Price) สำหรับวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง โดยมีกำหนดบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม เป็นต้นไป

“โพลีซิลิคอน” อาจฟังดูเป็นชื่อสารเคมีที่ไกลตัวสำหรับคนทั่วไป แต่ความเป็นจริงแล้ว มันคือ “กระดูกสันหลัง” ของโลกยุคดิจิทัลและยุคพลังงานสะอาด สารซิลิคอนบริสุทธิ์สูงชนิดนี้ เป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่ไม่สามารถขาดได้ในการแปรรูปเป็นเวเฟอร์ซิลิคอน (Silicon Wafers) ที่นำไปใช้ผลิตทั้งชิปเซมิคอนดักเตอร์ ที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวม ถึงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ประกอบเป็นแผงโซลาร์เซลล์ทั่วโลก

การตัดสินใจของรัฐบาลวอชิงตันครั้งนี้ อาศัยอำนาจตามมาตรา 232 แห่งกฎหมายขยายการค้าปี 1962 (Trade Expansion Act of 1962) ชูเหตุผลเรื่องความมั่นคงแห่งชาติเป็นหลัก สหรัฐฯ กำหนดราคานำเข้าขั้นต่ำไว้อย่างครอบคลุม ตั้งแต่โพลีซิลิคอนบริสุทธิ์ที่ 21 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม, แท่งและเวเฟอร์ที่ 100 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม, เซลล์แสงอาทิตย์ที่ 0.22 ดอลลาร์ต่อวัตต์ ไปจนถึงแผงโซลาร์เซลล์ที่ 0.38 ดอลลาร์ต่อวัตต์

เบื้องหลังของมาตรการนี้ คือ ตัวเลขสถิติอันน่าตกใจสะท้อนถึงการสูญเสียอำนาจการผลิตของสหรัฐฯ ตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ในปี 2005 สหรัฐฯ เคยเป็นมหาอำนาจผู้ครองสัดส่วนการผลิตโพลีซิลิคอนในตลาดโลกถึงเกือบ 50% ทว่าปี 2024 ตัวเลขดังกล่าวกลับดิ่งลงเหลือต่ำกว่า 2% สวนทางกับประเทศจีนที่ทุ่มทุนสร้างระบบนิเวศการผลิตจนกลายเป็นผู้ผูกขาดตลาดเกือบทั้งหมดในปัจจุบัน

ความผูกขาดของจีน ทำให้ทำเนียบขาว ตระหนักถึงความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ หากสหรัฐฯ ต้องการเป็นผู้นำในการพัฒนา AI และเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แต่กลับต้องพึ่งพาวัตถุดิบต้นน้ำจากคู่แข่งทางเกาหลีและภูมิรัฐศาสตร์ การปล่อยให้ห่วงโซ่อุปทานตกอยู่ในมือของประเทศเดียว ย่อมหมายถึงการยืมจมูกคนอื่นหายใจในเทคโนโลยีแห่งอนาคต การขึ้นภาษีและการกำหนดราคาขั้นต่ำ จึงเป็นกลไกสร้างกำแพงปกป้องผู้ผลิตในประเทศอย่าง Hemlock Semiconductor และ Wacker Chemie

นอกเหนือจากการสร้างกำแพงภาษี สหรัฐฯ ยังเตรียมสิทธิประโยชน์และการสนับสนุนผ่านกระทรวงพาณิชย์ เพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนหันมาตั้งโรงงานผลิตโพลีซิลิคอนและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้ามองว่ามาตรการนี้เปรียบเสมือนดาบสองคม ในระยะสั้นผู้ประกอบแผงโซลาร์เซลล์ในสหรัฐฯ อาจต้องแบกรับต้นทุนการนำเข้าเวเฟอร์และเซลล์แสงอาทิตย์สูงขึ้น และการเว้นระยะเวลาจนถึงเดือนธันวาคม อาจกระตุ้นให้เกิดการเร่งกักตุนสินค้าล่วงหน้า

ฟากรัฐบาลจีน ออกมาประณามมาตรการดังกล่าวทันทีโดยเตือนว่าการใช้อำนาจรัฐเพื่อกีดกันทางการค้าจะไม่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้สหรัฐฯ แต่กลับจะสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อระบบการค้าโลก พร้อมส่งสัญญาณเตรียมใช้มาตรการตอบโต้ โดยจีนได้เริ่มขยับเกมตอบโต้ด้วยการเพิ่มความเข้มงวดในการส่งออกโดรน และการตรวจสอบเทคโนโลยีนำเข้าอื่น ๆ แล้วเช่นกัน

สังเวียนศึก “โพลีซิลิคอน” ครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่นโยบายการค้าธรรมดา แต่เป็นหมากสำคัญบนกระดานภูมิรัฐศาสตร์โลก เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ในการดึงห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูงกลับสู่บ้านเกิด เพื่อไม่ให้เพลี่ยงพล้ำในสงครามเทคโนโลยี AI และพลังงาน ที่กำลังตัดสินอนาคตของมหาอำนาจในศตวรรษใหม่

Back to top button