เปิดกลยุทธ์รับมือภาวะดัชนีขาลง เน้น“Defensive Stock”ผลงานดี-พร้อมเด้งรับมาตรการกระตุ้นศก.

เปิดกลยุทธ์รับมือภาวะดัชนีขาลง เน้น“Defensive Stock”ผลงานดี-พร้อมเด้งรับมาตรการกระตุ้นศก.

บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ (13 ส.ค.62) ว่า สัปดาห์นี้ประเมินดัชนี SET Index แกว่งในกรอบ 1,625-1,665จุด โดยนักลงทุนมุ่งความสนใจไปที่การทยอยประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนช่วงไตรมาส 2/62 โดย Consensus ยังคงปรับลดลง EPS อย่างต่อเนื่อง บวกกับแรงกดดันจาก Trade War ที่ยังไม่คลี่คลายยังกดดันตลาดต่อเนื่องอย่างไรก็ดีในช่วงสั้นทั้งนี้ยังแนะนำให้นักลงทุนระมัดระวัง และคาดมีแรงขายจากผลประกอบการ บจ.ในสัปดาห์นี้โดยยังคงแนะนำลงทุนในหุ้นหลัก 3 กลุ่ม ดังนี้

1.หุ้นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากแผนกระตุ้นศก.ของรัฐฯ: จากภาวะ ศก.ที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมาโดยเฉพาะภาคการบริโภคและการลงทุนของเอกชนทำให้เรามองว่าครม. ชุดใหม่ที่มีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการวานนี้มีโอกาสสูงที่จะเร่งออกนโยบายกระตุ้น ศก. ในระยะสั้นเพื่อพยุง ศก. เราจึงแนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์จากประเด็นดังกล่าวที่ยังมี Upside น่าสนใจได้แก่BJC (ช่วงครึ่งปีหลังของปี 62 คาดเห็นการ ฟื้นตัวจ่ากครึ่งปีแรกจากการขยายสาขา BigC มากขึ้นจากสาขาทั้งในประเทศ 7 สาขาและสาขาที่กัมพูชา 1 สาขา BigC Food Place 1 สาขาและ Mini BigC ราว 200 สาขา), SEAFCO (ช่วงไตรมาส 2/62 คาดโต 5.4% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน ด้วยงานก่อสร้างที่รับรู้สูงกว่าปีก่อนเราปรับเพิ่มประมาณการหลังได้รับงานใหม่ขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 900 ล้านบาท)

2. กลุ่ม Defensive Stock: ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นเราเลือกหุ้นที่มีอัตราจ่ายปันผลน่าดึงดูดบวกกับกำไรช่วงครึ่งปีหลังของปี 62 มีแนวโน้มโตดี แนะนำ ASK (ช่วงครึ่งปีหลังของปี 62 คาดกำไรสุทธิมีแนวโน้มโตต่อ หนุนด้วยสินเชื่อรถพาณิชย์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามงานก่อสร้างภาครัฐฯ ที่จะทยอยเร่งตัวขึ้นบวกกับคาดได้ประโยชน์จากการทยอยเปลี่ยนรถตู้เป็นรถมินิบัสของผู้ประกอบการรถ

โดยสารสาธารณะตามมาตรการของ ขสมก.), LH (คาดได้รับผลกระทบจากมาตรการ LTV ที่จำกัดเนื่องจากมีสัดส่วนโครงการแนวราบมากกว่าคอนโดราว 2-3 เท่าบวกกับมีกำไรจากการลงทุนใน HMPRO, QH และ LHFG ที่โตต่อเนื่อง และคาดมีการจ่ายปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีแรกของปี 62 คิดเป็น 3.2-3.6% ต่อปี

อีกทั้ง SPALI (คาดราคาหุ้นปรับตัวลงมาสะท้อนกำไรช่วงไตรมาส 2/62 ที่คาดหดตัวทั้งจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อนและจากไตรมาสก่อนและคาดจ่ายเงินปันผลจากผลกำไรครึ่งปีแรกหุ้นละ 0.5 บ. หรือคิดเป็น Div. Yield 2.3%), GPI แม้กำไรช่วงไตรมาส 2/62 ลดลง13.1% และ 29.1% จากปีก่อน และจากไตรมาสก่อนตามลำดับจากการรับรู้ค่าเช่าของจำนวนวันการจัดงานมอเตอร์โชว์ลดลง จากปีก่อนรวมถึงไตรมาส 3 และไตรมาส 4/62 ยังคงรับรู้ขาดทุนจากผลของฤดูกาล แต่คาดธุรกิจกลับมาฟื้นตัวได้ในปี 63 จากการรุกจัดงานมอเตอร์โชว์ที่เมียนมาร์ และการเพิ่มรูปแบบ Event ใหม่ GP eRacing หนุนธรุกิจหลัก และต่อยอดสู่ธุรกิจ Gaming ในอนาคต บวกกับGPI มีจุดเด่นที่ปันผลสูง จ่ายปันผล 0.10 บ. (คิดเป็น Div. Yield5.%)

3. กลุ่มที่คาดผลดำเนินงานมีแนวโน้มดีต่อเนื่อง: เหมาะกับการทยอยซื้อสะสม โดยเน้นหุ้นที่กำไรช่วงไตรมาส 2/62 คาดโตจากปีก่อนและช่วงครึ่งปีหลังของปี 62 โตต่อ แนะนำ SAWAD (คาดกำไรปี62 โต30.8% จากปีก่อน หนุนด้วยเป้าพอร์ตสินเชื่อโต20-30% พร้อมแผนเปิดสาขาใหม่อีก300 สาขา, Asset Yield ฟื้นตัวตามสัดส่วนการรับรู้รายได้ผ่านสัญญาเงินกู้ผ่าน BFIT ที่มากขึ้นโดยล่าสุดSAWAD รายงานการถือครองหุ้น BFIT หลัง Tender Offer ที่ 82.04% บวกกับต้นทุนทางการเงินที่ปรับลงหลังได้รับเงินเพิ่มทุนจากพันธมิตร)

อีกทั้ง SELIC (คาดปี 62 เห็นการTurnaround ของกำไรสุทธิหลังเริ่มรวมงบการเงินกับPMCT ซึ่งคาดเห็นSynergy ชัดเจนขึ้นตามลำดับทั้งในด้านการพัฒนาสินค้าใหม่และการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่อีกทั้งยังไม่มีค่าใช้จ่ายเพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจมากเช่นปีก่อน) และ III (ช่วงไตรมาส 2/62 กำไรปกติโต 45.8% จากปีก่อน หนุนด้วยธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศและธุรกิจบริหารจัดการโลจิสติกส์ บวกกับมีส่วนแบ่งกำไรที่โต 364% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน จากธุรกิจที่เข้าซื้อกิจการสิงคโปร์และฮ่องกงในปี 61-62 ตามลำดับ)

 

 

คำค้น

เรื่องน่าสนใจ