ชนวนล้นประเทศ

เอ๋ ปารีณา ตกเป็นเป้ากระหน่ำของสังคม โดยเพิ่งลากพ่อเข้ามาอีกคน ฐานรักลูกจนสร้างวีรกรรม “แย่งไมค์” อธิบดีกรมป่าไม้ ในทางกฎหมายแม้ต้องใช้เวลาดำเนินคดีรุกป่า แต่ในทางการเมือง พูดได้ว่าโดนถล่มซะเยินไปแล้ว

ทายท้าวิชามาร : ใบตองแห้ง

เอ๋ ปารีณา ตกเป็นเป้ากระหน่ำของสังคม โดยเพิ่งลากพ่อเข้ามาอีกคน ฐานรักลูกจนสร้างวีรกรรม “แย่งไมค์” อธิบดีกรมป่าไม้ ในทางกฎหมายแม้ต้องใช้เวลาดำเนินคดีรุกป่า แต่ในทางการเมือง พูดได้ว่าโดนถล่มซะเยินไปแล้ว

ถามว่ากระเทือนรัฐบาลไหม บางคนอาจมองว่าไม่เป็นไร เธอไม่ใช่แกนนำสำคัญ พรรคพลังประชารัฐยังสามารถใช้เอ๋เป็นนักประท้วง เป็นตัวสอดแทรก จนเกิดความปั่นป่วน ทั้งในสภาและกรรมาธิการ แต่ก็ต้องถามด้วยว่า พปชร.ต้องการให้ภาพลักษณ์ของพรรค ของรัฐบาล เป็นอย่างนี้หรือ

ว่าที่จริง ต้องถามกลับกัน กระแสถล่มปารีณาเป็นปัญหาเฉพาะตัว หรือผสมความไม่พอใจรัฐบาล แบบผู้คนกำลังหงุดหงิดอัดอั้น หาที่ระบาย แล้วบังเอิญ เอ๋โผล่ขึ้นมาเป็นจุดอ่อน

พูดอย่างนี้ไม่ใช่สงสารปารีณาถูกบูชายัญ แต่ชวนสังเกตว่า “ระบอบประยุทธ์” แม้จะดูแข็งปั๋ง ไม่มีใครล้มรัฐบาลได้ ตราบใดที่ยังคุม 244 ส.ว. 6 ผบ.เหล่าทัพ และองค์กรทางกฎหมาย แต่เมื่อไหร่ที่ฝ่ายรัฐบาลมีจุดอ่อน แล้วกระแสสังคมจับจุดได้ ก็ถูกขึงพืดทันที

โดยเฉพาะเรื่องที่มีจุดสะเทือนใจ เช่น ทำไม 5 ปี คสช. ชาวบ้านจน ๆ ถูกจับกุมคุมขัง ติดคุก ถูกไล่จากที่ทำกินไปมากมาย แต่ฟาร์มไก่พ่อลูกยังรอดได้ แม้ถูกดำเนินคดี ก็เพียง 46 ไร่จาก 700 กว่าไร่ ส่วนที่เหลือไม่ผิดเลยหรือไร

อะไรที่ “ดราม่า” แบบนี้แหละ อันตราย และจุดอ่อนคล้าย ๆ กันยังเกิดได้อีกเยอะ แม้บอกว่าล้มรัฐบาลไม่ได้ มันก็สั่งสม

ยิ่งถ้ากระแสกดดันแล้วไม่เป็นผล เช่น ปารีณายังลอยหน้าลอยตา ไม่สะดุ้งสะเทือน คดีความก็ว่ากันอีกนาน แค่รื้อฟาร์มไก่ สังคมอาจไม่พอใจว่ารัฐบาลอุ้ม แบบเดียวกับธรรมนัส สื่อออสเตรเลียตีแผ่คำพิพากษา ก็ยังเป็นรัฐมนตรีอยู่ได้ไม่เห็นมีอะไร “นาฬิกาเพื่อน” สุดท้ายก็ไม่มีอะไร

รัฐบาลแบบนี้อยู่สี่ปีไม่ได้หรอก แม้ดูเหมือนล้มไม่ได้ ด้วยกติกาที่เขียนเอง แต่ถ้าปล่อยให้สังคมสั่งสมความไม่พอใจ หงุดหงิด อัดอั้น เหมือนวางชนวนไว้เต็มไปหมด แต่เชื่อมั่นว่าไม่มีทางจุดระเบิด เพราะคุมได้หมดทั้งอำนาจปืนอำนาจกฎหมาย ม็อบออกมาไล่ก็ตายฟรีเหมือนปี 53 ขนาดจะนัดกันขำ ๆ “วิ่งไล่ลุง” เพื่อสุขภาพ ยังไม่ยอมให้ทำ

แล้วใช้อำนาจตามต้องการ แบบสั่งสภาไม่ให้ตั้งกรรมาธิการศึกษาผลกระทบ ม.44 วิปรัฐบาลก็จะเอาให้ได้ แพ้โหวตก็ไม่ยอม กรรมาธิการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องยึดเก้าอี้ประธาน

การไม่ปล่อยให้สังคมมีรูระบาย ไม่ยอมให้ฝ่ายค้านมีเวทีในสภา ไม่รับฟัง ไม่ปรับตัวตามกระแส คิดแต่ว่าแจกชิมช้อปใช้แล้วจะซื้อใจประชาชนได้ ทั้งที่คนบ่นเรื่องเศรษฐกิจปากท้องเต็มไปหมด ก็ยังหวังว่าปีหน้า ๆ จะดีขึ้นแล้วรักษาอำนาจได้

คิดแบบนี้อยู่ไม่รอดหรอก อย่าว่าแต่สี่ปี ปีหน้าจะเกิดอะไรยังไม่รู้เลย

ประชาชนส่วนใหญ่แม้ไม่พอใจรัฐบาล แต่ก็ไม่ได้ต้องการ “ลงถนน” นองเลือดแบบ 14 ตุลา พฤษภา 35 เพียงต้องการระบาย ได้แสดงออก และให้รัฐบาล หรือระบอบที่ครองอำนาจอยู่นี้ รับฟังมากขึ้น

เปรียบเทียบง่าย ๆ คือ 5 ปี อยู่ในระบอบเผด็จการ วันนี้พยายามจะเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ ก็ต้องผ่อนคลายอำนาจลง ไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยเทียม เสมือนมีฝ่ายค้าน แต่ปิดกั้นทุกอย่าง แถมกลไกกฎหมายก็จ้องทำลายฝ่ายเดียว สองมาตรฐาน

ชนวนเต็มไปหมด ยังเชื่อว่าไม่ระเบิด ไม่รู้คิดได้ไง