SSP คว้าเครดิต BBB แนวโน้ม Stable ตอกย้ำเงินสดแกร่ง-EBITDA แตะนิวไฮ 3 ปีซ้อน

SSP คว้าเครดิต BBB แนวโน้ม Stable ตอกย้ำเงินสดแกร่ง-EBITDA แตะนิวไฮ 3 ปีซ้อน


นายวรุตม์ ธรรมาวรานุคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SSP เปิดเผยว่า บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้จัดอันดับเครดิตองค์กรที่ระดับ “BBB” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงกระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของบริษัทที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว และมีความเสี่ยงในการดำเนินงานที่ต่ำ รวมทั้งอันดับเครดิตยังสะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่น่าพอใจของโรงไฟฟ้าของบริษัท

ปัจจุบันโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการแล้วของบริษัทประกอบไปด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมด

โดยโรงไฟฟ้าของบริษัทดำเนินการภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวซึ่งส่วนใหญ่เป็นสัญญาที่ทำไว้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รวมทั้งผู้รับซื้อไฟฟ้าที่น่าเชื่อถือหลายรายในประเทศญี่ปุ่น และการไฟฟ้าเวียดนาม (Vietnam Electricity – EVN)

ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563 บริษัทเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 14 แห่งซึ่งคิดเป็นกำลังการผลิตรวมประมาณ 194 เมกะวัตต์ ในส่วนของกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนของการลงทุนของบริษัทนั้นคิดเป็นกำลังการผลิตสุทธิรวมประมาณ 173 เมกะวัตต์ ปัจจุบันบริษัทกำลังพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 2 แห่งในประเทศญี่ปุ่น ตลอดจนโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง 1 แห่งในประเทศเวียดนาม และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาในประเทศอินโดนีเซียอีก 1 แห่ง ทั้งหมดนี้จะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตสุทธิรวมเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 264  เมกะวัตต์จาก 173 เมกะวัตต์ภายในปี 2566

โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 บริษัทมีรายได้จำนวน 903 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 715 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปี 2562 รายได้ที่เพิ่มขึ้น 26% นั้นมาจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งใหม่ที่เปิดดำเนินการในปี 2562 และปี 2563 ซึ่งประกอบไปด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาในประเทศไทยจำนวน 4 แห่ง และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น ในประเทศเวียดนาม และในประเทศมองโกเลียอีกประเทศละ 1 แห่ง บริษัทมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายอยู่ที่ 742 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 547 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน

ตามประมาณการพื้นฐานทริสเรทติ้งมีสมมติฐานว่า บริษัทฯจะสามารถเปิดดำเนินการโครงการใหม่ ๆ ได้ตามแผนการที่วางไว้ ซึ่งจะทำให้กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย(EBITDA) เติบโตที่ระดับ 1.3-2 พันล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2563-2566 โดยเพิ่มขึ้นจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 888 ล้านบาทในปี 2562

“การที่ทริสฯจัดอันดับองค์กรให้อยู่ระดับ “BBB” นั้น ถือเป็นสิ่งที่ดี และตอกย้ำความเข้มแข็งในด้านฐานะการเงินของบริษัท ซึ่งมีความพร้อมที่จะเดินหน้าลงทุนขยายโครงการโรงไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง และสามารถผลักดันการเติบโตในระยะยาว รวมทั้งสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นในทุกๆปี” นายวรุตม์ กล่าว

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวอีกว่า สำหรับแผนการลงทุน บริษัทฯอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น จำนวน 1 โครงการ และมีโครงการที่เตรียมขอใบอนุญาตซื้อขายไฟฟ้า 1 โครงการ คิดเป็นกำลังการผลิตรวม 48 เมกะวัตต์ (MW) แบ่งเป็นโครงการที่กำลังก่อสร้าง จำนวน 26 เมกะวัตต์ ส่วนโครงการที่กำลังขอใบอนุญาต มีกำลังผลิต 22 เมกะวัตต์  คาดมีความชัดเจนภายในปีนี้ รวมถึงอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่ประเทศเวียดนาม กำลังการผลิต 48 เมกะวัตต์ และคาดจะสามารถจ่ายไฟเข้าระบบได้ภายในปี 2564

Back to top button