พาราสาวะถี

เพราะรู้ดีว่าสถานการณ์ของรัฐบาลสืบทอดอำนาจไม่สู้จะดี อยู่ในทิศทางขาลงอย่างเห็นได้ชัด ผลจากการระบาดระลอกสองของโควิด-19 ยิ่งเป็นตัวตอกย้ำซ้ำเติม

อรชุน

เพราะรู้ดีว่าสถานการณ์ของรัฐบาลสืบทอดอำนาจไม่สู้จะดี อยู่ในทิศทางขาลงอย่างเห็นได้ชัด ผลจากการระบาดระลอกสองของโควิด-19 ยิ่งเป็นตัวตอกย้ำซ้ำเติม ปมการเยียวยา 7 พันบาทสองเดือนแบบมีเงื่อนไขการใช้ยุ่งยาก ยังเป็นข้อคำถาม ตามมาด้วยประเด็นที่คนทำงานที่อยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 33 ไม่ได้รับการดูแลด้วย ทั้งที่เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบไม่แพ้กันกับกลุ่มอื่น เมื่อพิจารณาจากรูปการณ์ความนิยมที่มีต่อตัวเองแล้ว ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจจึงสั่งให้ไปหาทางดูแลคนกลุ่มนี้

โดยพูดผ่านหอกระจายข่าวสถานีวิทยุกระจายเสียงไทยคู่ฟ้าหรือพอดแคสต์ที่เผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้าเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังและกระทรวงแรงงานไปดูว่าช่วยเหลืออะไรได้อีกบ้าง วันรุ่งขึ้น สุชาติ ชมกลิ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีที่ถูกซักฟอกด้วยก็รีบขานรับทันควัน กำลังดูว่ารูปแบบที่กระทรวงการคลังจ่ายเยียวยามีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง เนื่องจากงบประมาณที่จะใช้ดำเนินงานจะเป็นของกระทรวงการคลัง แต่ขณะนี้มีแนวโน้มสัญญาณที่ดี

อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่มีการอธิบายเงื่อนไขที่จะจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ประกันตนมาตรา 33 ว่าจะเป็นอย่างไร แต่มีแนวโน้มว่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 31.1 ล้านคนก่อนหน้านี้ โดยจะจ่ายเป็นเงินให้กับผู้ประกันตนที่มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย และมีเงินฝากในบัญชีไม่เกิน 5 แสนบาท ซึ่งสอดคล้องกับเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังจ่ายเยียวยา 7,000 บาท ทั้งนี้กรอบวงเงินที่จะเยียวยาจะต้องหารือให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนอีกครั้ง

ถือเป็นการยืนยันความเป็นผู้ที่ฟังกระแสสังคมของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจอีกครั้ง อะไรก็ตามแต่ที่จะทำให้ตัวเองเสียคะแนนนิยม และกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล จะต้องหาทางดูแลแก้ไขเพื่อให้เป็นที่พอใจ ยิ่งหากเร่งดำเนินการก่อนที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้าน ยิ่งจะเป็นการดักทางเพื่อไม่ให้กลุ่มผู้เดือดร้อนต่าง  ๆ ให้ความสนใจและไหลไปรวมกับฝั่งตรงข้าม ซึ่งไม่ได้มีแค่ฝ่ายค้าน หากแต่รวมไปถึงคณะราษฎรที่ต่อต้านรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่องด้วย

ทั้งนี้ กรณีฝ่ายค้านกับประเด็นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น อาจมีประเด็นที่ถูกนำไปขยายผลที่ว่าด้วยการกล่าวหาผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ นำสถาบันมาเกี่ยวข้องกับการให้ตัวเองอยู่ในอำนาจได้อย่างเข้มแข็ง จนมีการเรียกร้องให้แก้ไขญัตติ ขณะที่จอมเชลียร์แห่งทำเนียบรัฐบาลอย่าง สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ถึงขั้นออกมาขู่ฟ่อด ๆ ว่าจะมีกลุ่มคนรักสถาบันมาชุมนุมประท้วงที่หน้ารัฐสภา ถ้าไม่มีการแก้ไขญัตติตามที่คนซีกรัฐบาลเรียกร้อง

ถือเป็นการหลับหูหลับตาเชลียร์และปลุกระดมคนให้เข้าใจผิดและสร้างความเกลียดชังระหว่างกัน อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ชวน หลักภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เรียกวิปทั้งสองฝ่ายมาหารือกันแล้ว พร้อมขอร้องให้ฝ่ายค้านได้แก้ไขญัตติดังกล่าว ซึ่งทางพรรคฝ่ายค้านได้ขอนำเรื่องดังกล่าวกลับไปหารือกันก่อน ทำให้ในที่ประชุมยังไม่ได้ข้อยุติในเรื่องนี้ แต่ก็มีสัญญาณดีเมื่อ สุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้านบอกว่ามีถ้อยคำบางส่วนที่ต้องแก้ไข

อย่างไรก็ตาม พอฟัง วิษณุ เครืองาม แล้ว ไม่รู้ว่าจะเพราะความเดือดดาลหรือการออกมาส่อแววเล่นเกมการเมืองตั้งแต่เนื้อหาในญัตติของพรรคสืบทอดอำนาจได้หรือไม่ โดยมุมของเนติบริกรเห็นว่า ที่ผ่านมาไม่มีการตั้งญัตติเกี่ยวกับสถาบันแบบตรง ๆ เช่นนี้ แต่มีบ้างที่อภิปรายแบบเฉี่ยวไปเฉี่ยวมา แต่เมื่อถึงเวลาในสภา ใครที่จะอภิปรายหรือแม้แต่ผู้ที่จะตอบต้องระมัดระวัง ตนไม่ได้แปลว่าพูดไม่ได้ แต่หมายถึงต้องระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นจะเจอข้อบังคับการประชุมสภาจนมีการประท้วงและคัดค้านได้

การอภิปรายเรื่องสถาบันเส้นแบ่งมันมีอยู่แล้ว คนที่อยู่ในสภาชำนาญการอยู่แล้วคงต้องระวัง โดยประธานสภาคงต้องควบคุมในส่วนนี้ ย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าพูดไม่ได้ พูดได้ แต่พูดให้เป็นเรื่องของรัฐมนตรี อย่าไปพูดให้เป็นเรื่องของสถาบัน ซึ่งตรงนี้ก็สอดคล้องกับการยืนยันของพรรคฝ่ายค้านที่ว่า เนื้อหาในญัตติพุ่งเป้าไปที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจไม่ใช่สถาบัน และให้คนในพรรคแกนนำรัฐบาลตั้งใจอ่านญัตติหรือไปตั้งใจฟังวันอภิปรายให้ดี ๆ ไม่ใช่ประท้วงกันมั่วตั้ว

อย่างที่บอกไว้ บรรดาลิ่วล้อสอพลอทั้งหลายไม่ต้องประจบประแจงแสดงออกกันนอกหน้าว่าปกป้องท่านผู้นำไม่ลืมหูลืมตา เพราะการเป็นผู้นำคนถ้ามีปัญญามากพอย่อมที่จะแก้ไขปัญหาที่เผชิญได้ไม่ยากเย็น ยิ่งการอภิปรายในสภาก็เห็นได้อยู่แล้วว่า ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจเอาตัวรอดได้สบาย ยิ่งได้ฟังวิษณุยกตัวอย่างการตอบข้อซักถามของฝ่ายค้านที่พาดพิงหลายบุคคลแล้ว ยิ่งทำให้เห็นภาพว่าถ้าไม่มีหมัดเด็ดคงจะต้อนเสนาบดีในรัฐบาลนี้ได้ยาก

แค่ตัวอย่างเป็นน้ำจิ้มก็เห็นจังหวะลีลาหลอกล่อให้ฝ่ายตรงข้ามหัวทิ่มแล้ว โดยศรีธนญชัยประจำรัฐบาลสืบทอดอำนาจบอกว่า กรณีของการแต่งตั้งเมียของ ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นข้าราชการการเมือง ถ้าฝ่ายค้านถามท่านผู้นำ ก็จะตอบว่าไม่ได้เป็นเมียตัวเองดังนั้นย่อมตั้งได้ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน พอไปถามธรรมนัสก็จะบอกว่าตัวเองไม่ได้เป็นผู้เสนอและไม่ได้เป็นคนเซ็นแต่งตั้ง แค่เท่านี้ก็จบแล้ว ไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องที่ว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ตีมึนหรืออย่างหนาอย่างนี้ใครมีปัญหาอะไรหรือเปล่า

สิ่งสำคัญคือการทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้านจะสมศักดิ์ศรีขนาดไหน อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 บอกไว้ก่อนหน้ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่มีบาดแผลมากที่สุดทั้งในแนวราบและแนวลึก แต่ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยน่าจะตัวเป็น ลิงหิวกล้วย” ก็แล้วกัน ล่าสุด ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ก็ออกมาดักคอแต่เนิ่น ๆ ดูท่าจะซ้ำรอยเก่าเที่ยวที่แล้วที่กลายเป็น “มวยล้มกลางสภา” ทะเลาะแย่งเวลากับพรรคฝ่ายค้านด้วยกัน แย่งซีนกันเอง จนปล่อยให้ระฆังดังหมดเวลา

มาเที่ยวนี้ที่ดูทะแม่ง ๆ ก็คือเวลาอภิปรายได้เท่าเดิม แต่ผู้ถูกซักฟอกมากกว่าเดิม ดังนั้น การอภิปรายจึงควรเอากันเรื่องหนัก ๆ ที่เป็นทุกข์ของชาวบ้านในช่วงโควิด-19 ทุกวันนี้ก็อ่วมอรทัยอยู่แล้ว ไม่ต้องไปไล่เรียงเรื่องอื่นเสียมากมายจนเข้าอีหรอบเดิม ซ้ำไปซ้ำมาจนหมดเวลาคาเวที ให้คนเขาค่อนขอดหาว่าเป็น “มวยล้มแจกกล้วย”  ฮ่วย! ทำไมยุคนี้กล้วยมันถึงขายดีและมีราคาเสียจริง ๆ (ฮา)