น้ำมันดิบปิดลบ ตลาดวิตกภาวะอุปทานล้นตลาด

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดขยับลงเมื่อคืนนี้ (11 ก.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด หลังจากมีรายงานว่า ไนจีเรียและซาอุดิอาระเบียซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ได้เพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมัน และรายงานของเบเกอร์ ฮิวจ์ซึ่งระบุว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ใช้งานในสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา

สำนักข่าวอินโฟเควสท์รายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนส.ค.ลดลง 65 เซนต์ หรือ 1.4% ปิด (11 ก.ค.) ที่ 44.76 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนก.ย.ลดลง 51 เซนต์ หรือ 1.1% ปิดที่ 46.25 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบปรับตัวลงหลังจากเบเกอร์ ฮิวจ์ อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการแก่อุตสาหกรรมน้ำมัน เปิดเผยว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ใช้งานในสหรัฐเพิ่มขึ้น 10 แท่น สู่ระดับ 351 แท่นในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 8 ก.ค. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 5 ติดต่อกัน

การขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น หลังจากที่ราคาน้ำมันเริ่มฟื้นตัวขึ้น ขณะที่ก่อนหน้านี้ผู้ขุดเจาะน้ำมันลดจำนวนแท่นขุดเจาะลงเฉลี่ย 10 แท่นต่อสัปดาห์ในปีนี้ หลังจากที่ลดลงเฉลี่ย 18 แท่นต่อสปดาห์ในปีที่แล้ว จากความกังวลเกี่ยวกับภาวะน้ำมันล้นตลาด ทั้งนี้ แท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐมีจำนวนสูงสุด 4,530 แท่นในปี 1981 และแตะระดับต่ำสุดเมื่อเดือนที่แล้วที่ระดับ 404 แท่น

นอกจากนี้ ตลาดน้ำมันนิวยอร์กยังได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และจากรายงานของเอสแอนด์พี โกลบอล แพลทส์ ซึ่งระบุว่า การผลิตน้ำมันในซาอุดิอาระเบียและไนจีเรียปรับตัวเพิ่มขึ้น รายงานระบุว่า ไนจีเรียผลิตน้ำมันโดยเฉลี่ยในเดือนมิ.ย.ที่ระดับ 1.53 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 90,000 บาร์เรลต่อวันจากเดือนพ.ค. ขณะที่ซาอุดิอาระเบียผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น 70,000 บาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 10.33 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือนที่ผ่านมา

ขณะที่นักลงทุนจับตารายงานสต็อกน้ำมันของสหรัฐ โดยการปิโตรเลียมสหรัฐ (API) จะเปิดเผยรายงานสต็อกน้ำมันในวันนี้ และสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) จะเปิดเผยรายงานดังกล่าวในวันพรุ่งนี้